Profilo di Ethan*★.•°•*ETh@n I3Log·._.·´...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Ethan B.

Professione
Località
Interessi
- มองโลกอย่างที่โลกเป็น
- จริงใจและรักมั่นคง
- เสมอต้นเสมอปลาย
- เกลียดคำโกหก

Video

 

*★.•°•*ETh@n I3Log·._.·´¯)O.o°

❤ ‧ ° จะมีใคร...ใครรักคนหน้าตาอย่างฉัน... ‧ °❤
Foto 1 di 1
Non sono ancora stati aggiunti contenuti.
10/11/2007

รักไร้นิยาม

img209/1092/heartbykissmeatapocalypwz9.jpg

 

นับย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อน ตอนที่หัวใจได้สัมผัสกับความรักครั้งแรก แววตาที่สดใสของผู้หญิงที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรงทุกครั้งที่ได้พบหน้ายังคงติดตาและตรึงใจอยู่จนจวบทุกวันนี้ 1 ปีที่มองเธอ 2 ปีเห็นหน้า และ 3 ปีที่รักเธอ ไม่เคยรู้สึกเสียดายแม้แต่วินาทีเดียวที่ผ่านไป ถึงแม้สุดท้ายเราต่างต้องเดินจากกันไปตามทางของตัวเอง แต่ความทรงจำดีๆ ที่มีเธอตลอดเวลา 3 ปีนั้นยังคงส่งอุ่นไออยู่ราวกับว่าฉันยังคงยืนรอเธออยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านเมื่อวานนี้ และนี่ละมังที่เค้าเรียกว่ารักแรก ความรักที่จะตกตะกอนอยู่ในหัวใจตราบวันที่สิ้นลมหายใจ ใบหน้าคมๆ และรอยยิ้มที่สดใสนั้นจะคงอยู่ในฉันเสมอ

 

ความผิดหวังจากรักครั้งแรก สอนให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง มันไม่ได้ทำให้ทัศนะคติต่อความรักของเราติดลบ แต่มันกลับช่วยลบความคิดในแง่ร้ายของความรักออกไป ถึงแม้ตลอดเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา จะมีความรักผ่านเข้ามาในหัวใจอยู่หลายครั้ง แต่ในยามที่มันจากไป มันก็ไม่เคยทิ้งบาดแผลใดๆ เอาไว้เลย หากแต่เหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆ ของคนดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รวมถึงความรักที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ฟังดูเหมือนเป็นเวลาที่ยาวนานแต่สำหรับเรามันเหมือนความฝันเมื่อคืนนี้ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กับใครคนนั้นมันยังคงอุ่นอยู่ในใจเสมอ ตลอดเวลา 5 ปีที่อยู่ด้วยกัน ถึงแม้จะไม่ได้บอกรักทุกวันแต่ก็ไม่มีสักวันที่ไม่รัก จนถึงตอนนี้ความรู้สึกดีๆ ก็ยังมีให้อยู่เสมอทุกครั้งที่ได้พบเธอ เธออาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุด แต่รอยยิ้มของเธอทำให้ฉันมีความสุขมากที่สุด  และเพราะเธอจึงทำให้ฉันได้รู้ว่าครั้งหนึ่งความรักที่มีค่ามีความหมายมากมายเพียงใด เธอทำให้ครั้งหนึ่งในชีวิตของฉันตลอดเวลา 5 ปี ได้สัมผัสกับความอบอุ่นที่ฉันโหยหามาแสนนาน และจากนี้ไปถึงแม้ฉันจะไม่มีวันได้สัมผัสความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว ฉันก็คงไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ฉันได้มีคนรักที่แสนดีเช่นเธอ

 

นับแต่ความรักครั้งสุดท้ายที่จบลงไปเมื่อ 2 ปีก่อนมันทำให้หัวใจของฉันเกิดภูมิต้านทานทางความรัก มันทำให้ฉันได้เรียนรู้กับความรักไร้นิยาม ความรักที่ไม่ทำให้เจ็บปวดเมื่อไม่เป็นดังหวัง ความรักที่อิ่มเอมเมื่อได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข มันทำให้เราได้นึกถึงความรักครั้งแรก ความรักที่เราไม่เคยได้คาดหวังการสนองตอบ เพียงแค่ได้เห็นหน้าเธอคนนั้น ได้อยู่ข้างๆ เธอ ได้พูดคุยกับเธอ และทำให้เธอยิ้มได้ มันก็ทำให้หัวใจของเรามีความสุขเหลือล้น เมื่อปีที่แล้วมีใครคนหนึ่งเคยบอกกับเราว่า “ความรักของเรามันบริสุทธิ์จัง” เราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะพิเศษขนาดนั้น แต่มันก็ทำให้เรามีความสุข ที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขกับคนที่เธอรัก กับคนที่เธอจะเลือกอยู่เคียงข้าง และมันก็ทำให้เราเจ็บปวดเมื่อเห็นเธอผิดหวัง เราเคยยินดีเสมอถ้าใครคนนั้นของคนที่เรารัก ต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรเรายินดีช่วยเค้าอย่างบริสุทธิ์ใจ ขอเพียงแค่สิ่งนั้นจะทำให้ผู้หญิงคนที่เรารักมีความสุข เราไม่เคยรู้สึกเสียใจที่เลือกเป็นแบบนี้ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เราทำมันก็มีค่าพอที่จะทำให้เธอคนนั้น คิดถึงเราโดยที่ไม่ผิดต่อคนรักของเธอ มันทำให้เราได้มีพื้นที่เล็กๆ ในเศษเสี้ยวของหัวใจเธอได้ยืนอยู่ ไม่ว่าในยามทุกข์หรือยามสุข ฉันก็ยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ

 

ตลอดเวลา 1 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา เราได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้กับใครคนหนึ่งคนที่เราไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ของเราจะไปไกลเกินกว่าที่มันเคยเป็น ถึงแม้ในหัวใจจะหวังไว้ลึกๆ ให้มันดีกว่านั้นก็ตาม เธอทำให้วันเหงาๆ ของเราสดใสเสมอ และเราก็พร้อมที่จะยืนอยู่ข้างเธอเสมอในวันที่สาหัสเหล่านั้น ความรู้สึกดีๆ ที่มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน และความรักที่มากกว่าแฟน แต่ไม่น้อยกว่าเพื่อน มันคือความรักไร้นิยามที่เรามีให้กับใครคนหนึ่ง ตลอดปีกว่าๆ ที่เราได้รู้จักกัน ดูเหมือนชีวิตเธอมันช่างเหนื่อยเหลือเกิน ฉันก็หวังเสมอที่จะช่วยเธอให้ผ่านวันเหล่านั้นไปได้ หรือหวังเสมอว่าเธอจะมีใครสักคนที่จะช่วยพาเธอให้ผ่านพ้นไปได้ จนวันนี้วันที่เธอบอกกับฉันว่าเธอได้พบกับใครคนนั้นแล้ว คนที่เธอบอกว่า “ความรักของเขามันมีพลังเหมือนอย่างที่เธอได้รับจากฉัน” ซึ่งอย่างน้อยคำๆ นั้นมันก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าเธอสัมผัสถึงคุณค่าของมันอยู่เสมอ ถ้อยคำสุดท้ายที่เธอบอกว่า “ถึงแม้เราจะไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกัน แต่ฉันก็จะอยู่ในใจเธอเสมอ ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อฉันหันกลับมาเธอจะอยู่ตรงนั้นเสมอ เธอจะอยู่ข้างฉันเสมอ” และฉันขอยืนยันต่อคำสัญญาที่มีให้เธอ จากคำขอสุดท้ายนั้นที่เธอขอให้ฉันอยู่ข้างเธอเสมอไป ฉันจะทำเช่นนั้น ฉันจะอยู่ข้างเธอเสมอไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ความรักที่ไร้นิยามนี้ จะยังมีให้เธออยู่เสมอ และฉันก็ขอดีใจกับเธอที่ได้พบกับหัวใจของตัวเองเสียที

 

ถึงจากนี้ฉันจะเหงา แต่ฉันก็จะไม่เศร้า เพื่อให้เธอได้รู้ว่าที่ฉันบอกว่าดีใจ ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ขอให้เจ้าหญิงและเจ้าชายของเธอจงมีความสุขมากๆ นะ คนแคระคนนี้จะยินดีกับเธอตลอดไป

 

เจ้าหญิงของฉัน ~

23/10/2007

แสงสว่างหลังประตูที่ปิดตาย

แสงสว่างหลังประตูที่ปิดตาย

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาบริษัทได้จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งที่ฟิวเจอร์เกมเมอร์ของเราจะมีวันแบบนี้ทุกปีอยู่แล้วแน่นอนว่าผลจากการตรวจร่างกายปีที่แล้วของผมมันไม่ค่อยจะสวยงามนัก และปีนี้ผมว่ามันก็คงจะเป็นเช่นดังเดิมแน่ๆ เพราะผมรู้สึกว่าตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาผมใช้ร่างกายของตัวเองอย่างไม่ทะนุถนอมเอาเสียเลย ถึงแม้จะมีคนที่คอยเป็นห่วงเป็นใยผมอยู่เสมออย่างคุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของผมซึ่งพวกเขาจะคอยเตือนผมอยู่บ่อยครั้งเวลาที่เราคุยโทรศัพท์กันหรือได้พบกัน แต่ก็นั่นแหละกรรมก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเสมอ กรรมใดที่ผมได้ก่อไว้กับรางกายของตัวเองวันนี้มันได้กลับมาสนองผมแล้ว

 

ประตูปิดตายบานที่ 1

 

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน

เวลาหกโมงเช้าม่านตาของผมเปิดโพลงขึ้นอย่างไม่เต็มใจมัก เพดานสีขาวที่ประดับด้วย ดอกไม้ 3 แฉก ที่มีก้านเป็นเหล็กและหมุนด้วยความเร็วขนาดเบอร์ 3 ให้แรงลมเฉื่อยๆ ปะทะใบหน้าพร้อมเสียงครางหึ่งๆ ของมันที่ช่วยสร้างบรรยากาศเหมือนในหนังสยองขวัญได้เป็นอย่างดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกนอนติดข้างฝาเพราะผมยังไม่พร้อมที่จะเป็นหนึ่งนักแสดงเรื่อง ไฟนอลเดสติเนชั่นไม่ว่าภาคใดก็ตาม โดยปกติแล้ววันหยุดแบบนี้เวลาตื่นนอนที่จะทำให้ผมยิ้มได้ก็คือเวลาอย่างเช้าสุดสิบโมง ซึ่งผมไม่เสียดายเลยถ้าผมจะอดดู ดราก้อนบอลแซด รอบที่ 3 หรือ โดราเอม่อนตอนที่ พันห้าร้อย แต่ที่ผมเสียดายคือเวลาที่ผมจะได้นอนอย่างสงบๆ ในวันหยุดเสียมากกว่าโดยเฉพาะสัปดาห์นี้ เพราะมันเป็นสัปดาห์ที่ผมผักผ่อนน้อยที่สุด เนื่องจากตลอดเกือบทั้งสัปดาห์ ถ้าไม่นับรวมอาการนอนหลับยากของผมแล้วยังมีวันปิดต้นฉบับที่ผมต้องนอนเกือบเช้า และตื่นในตอนเช้านิดๆ เพื่อที่จะไปดูผลงานของตัวเองว่าที่ทำไปออกมาเป็นเช่นไรบ้าง ซึ่งพวกเราเรียกมันว่า การตรวจปรู๊พ

 

ตอนนี้หลายคนเริ่มเห็นเบาะแสอะไรบางอย่างแล้วใช่ไหมครับ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เบาะแสของเหตุฆาตกรรมแต่มันเป็นเบาะแสของสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้

 

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน

หลังจากที่เมื่อคืนนี้ผมนอนพลิกไปพลิกมาจนเกือบตีสอง บ่ายวันนี้ผมมีนัดกับ น้อง Lafezter ที่จะต้องไปช่วยงานของเขา วันนี้ผมรู้สึกหดหู่หมดแรงและรู้สึกแย่มากๆ อย่างบอกไม่ถูก จนถึงเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ ซึ่งแน่นอนว่าจูมงเล่นไปได้ตอนหนึ่งแล้ว แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะบอกหรอกครับจริงๆ แล้วผมตะโกนด้วยเสียงอันแผ่วเบาของผมบอกน้อง Lafezter ว่า พี่ไม่ไหวแล้วจะตายแล้ว ผมเก็บอาการที่เหมือนคนจะเป็นไข้ไว้กว่าสี่ชั่วโมงตามมาด้วยอาการปวดหัวซีกเดียว ซึ่งครั้งนี้ผมรู้สึกแย่เอามากๆ ทันทีที่เสร็จงานผมรีบปิดเครื่อง และกลับมานอนแหมะอยู่ที่ห้องอย่างที่ไม่พร้อมจะขยับตัวไปไหนอีกแล้ว

 

 

เส้นแบ่งแห่งความตาย

 

เนืองจากปัจจุบันผมอาศัยอยู่ในห้องพักใกล้ๆ กับที่ทำงานเพียงลำพังจึงทำให้ในยามที่ป่วยไข้เช่นนี้คนที่จะดูแลผมได้ดีที่สุดก็คือตัวผมเอง ผมนอนซมกับพิษไข้อยู่ 3 วันรวมถึงวันนี้วันที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่ โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบวันหยุดสักเท่าไหร่ และวันที่ผมเกลียดที่สุดคือวันที่ผมต้องป่วย ส่วนวันที่ผมรักมากที่สุดคือวันที่ผมได้ทำงาน บางทีผมอาจจะเสพติดมันอยู่ก็ได้ แต่ผมไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยที่จะต้องตื่นไปนั่งบนเจ้าเก้าอี้สีแดงของผมแล้วหาข้อมูลต่างๆ เพื่อมารับใช้ผู้อ่านที่รัก

 

ในช่วงตอนบ่ายผมรู้สึกว่าอาการป่วยของผมดีขึ้นจนผมคิดว่าผมคงหายแล้ว ผมจึงเริ่มเคลียร์ตัวเองจากสภาพซอมบี้โดยเริ่มต้นเก็บกวาดห้อง และนำผ้าห่มที่ซับเหงื่อของผมไปซัก ผมใช้เวลาตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเกือบหนึ่งทุ่มเพื่อเคลียร์สิ่งที่ตัวเองต้องทำทั้งหมดจนเสร็จสิ้น

 

แต่สิ่งที่ผมไม่ปรารถณาจะให้เกิดมันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อย และหนาวขึ้นมานิดๆ จนเริ่มรู้สึกว่าอาการตัวร้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมๆ กับอาการปวดหัว และมึนหัวผมจึงเดินไปหยิบห้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ มาจุ่มน้ำ และเช็ดตัวตามข้อพับต่างๆ และที่ศีรษะ แต่มันก็ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมากสักเท่าไหร่ ผมจึงหยิบยามาทาน และล้มตัวลงนอนห่มผ้าหนาๆ เพื่อหวังว่าเหงื่อจะออกและทำให้ไข้ลดลงอีกครั้งแต่มันก็ช่วยไม่ได้มากนัก จนผมนึกขึ้นได้ว่าผมน่าจะเอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ มาวางบนศรีษะคงจะช่วยลดอาการตัวร้อนลงได้บ้างเพราะผมไม่อยากจะหยุดงานอีกแล้ว

 

ทันทีที่ผมลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อที่จะไปเปิดประตูห้องน้ำผมพบว่ามันล็อก และผมก็ไม่มีกุญแจที่จะไขมันเสียด้วยผมพยายามเรียนรู้กลไกของลูกบิดประตูอยู่กว่า 10 นาที และทันใดนั้นผมก็คิดว่าผมต้องหาอะไรที่แบน และเล็กมากดที่ตุ่มๆ ที่อยู่ภายในช่องแคบปริศนานั้น ผมเริ่มต้นจากขดลวดเล็กๆ ที่ใช้เก็บกุญแจรวมกัน จับมันมายืดให้ยาวแต่มันก็ดื้อเอาการ ไม่ยอมยาวและตรงอย่างที่ผมต้องการ ถึงแม้ผมจะมีสองมือแต่ผมก็ฝืนใจมันไม่ได้สุดท้ายผมต้องใช้งานมันทั้งที่มันยังงอๆ อยู่อย่างนั้น ผมเสียเวลาไปกว่า 15 นาที กับเส้นลวดดื้อๆ เส้นหนึ่ง

 

แต่ผมก็ยังไม่ละความพยายาม ในขณะที่ผมรู้สึกว่าอาการปวดหัวเริ่มรุนแรงขึ้นและอาการตัวร้อนก็ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้น ผมเดินหาเครื่องมือชิ้นใหม่ที่จะทำให้ผมชนะปัญหาที่อยู่ตรงหน้านี้ ผมได้ไม้จิ้มฟันอันอวบอั๋นมาสองชิ้น ผมสามารถส่งมันเข้าไปกดเจ้าปุ่มประหลาดสองปุ่มที่ผมเห็นในช่องแคบๆ นั้นได้แล้ว และสิ่งที่ผมต้องทำต่อไปคือการบิด ผมจึงเริ่มบิด ทันใดนั้นเสียงแปะ! ก็ดังขึ้นความอวบของไม้จิ้มฟันสองอันนั้นไม่ช่วยให้มันรอดพ้นจากการทำลายล้างของเจ้าช่องแคบมหาภัยนั่นได้เลย

 

แต่การสูญสลายของไม้จิ้มฟันก็ไม่อาจทำให้ผมละความพยายามนี้ได้ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงบัตรเก่าๆ ที่ผมไม่ใช้ที่ยังเก็บอยู่ในกระเป๋าสตางค์ ผมจึงเริ่มมองหากระเป๋าสตางค์ของผม แน่นอนว่าตอนนี้เสื้อของผมเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้วความเครียดเริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมมองไม่เห็นกระเป๋าสตางค์ของตัวเองในที่ที่มันควรอยู่ ความงุ่นง่านเริ่มครอบงำ ผมหยิบกางเกงยีนส์ตัวที่ผมเพิ่งใส่ออกไปข้างนอกมาดู กระเป๋าสตางค์ไม่อยู่ในนั้น ผมรื้อผ้าทั้งหมดออกมามองไปที่ก้นตะกร้าจนแทบทะลุแต่มันก็ไม่อยู่ในนั้น ผมเริ่มรู้สึกว่าทำไมเรื่องแย่ๆ ต้องมาเกิดพร้อมกันมากขนาดนี้ พรุ่งนี้ผมมีงานที่ต้องส่งถึง 2 ชิ้นแต่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย กับอาการไข้ที่ดูท่าจะกลับมาอีกแล้วพร้อมๆ กับประตูห้องน้ำที่เปิดไม่ได้ แถมยังทำกระเป๋าสตางค์หายอีก ทำไมเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี่ต้องมาเกิดขึ้นพร้อมกันด้วยนะ

 

ผมเริ่มมองโลกในแง่ดีว่าบางทีผมอาจจะทำมันตกอยู่ในห้องน้ำก็ได้ แต่ปัญหาก็คือผมจะเปิดประตูห้องน้ำได้อย่างไร ผมพยายามคิดทบทวนว่ามีความเป็นไปได้อย่างไรบ้างที่มันจะหล่นหายที่ไหน หรือจะโดนล้วงกระเป๋าบนรถเมล์ เพื่อตอบคำถามที่ไม่มีคำตอบทั้งหมดของผมพร้อมกับการค้นพบตัวเองว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเอาดีทางด้านงัดแงะจริงๆ และนี่ก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้วผมคงต้องแบกหน้าไปรบกวนแม่บ้านให้เค้าเอากุญแจมาเปิดให้ ซึ่งในที่สุดประตูห้องน้ำมหันตภัยของผมก็เปิดออกด้วยคู่แท้ของมัน แต่กระเป๋าสตางค์ของผมก็ไม่ได้หล่นอยู่ในนั้น ความเครียดกลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับความเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ทำหล่นที่ไหนแน่ๆ ก็เกิดขึ้นผมรื้อค้นทุกซอกทุกมุมในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้ใหญ่นัก เสื้อทุกตัวที่มีกระเป๋า จนในที่สุดกระเป๋าใบสุดท้ายที่ผมไม่คิดฝันว่ากระเป๋าสตางค์ของผมจะอยู่ในนั้น ที่ช่องซิปด้านหน้ากระเป๋ากล้องคู่ใจมีอะไรบางอย่างหนักๆ ตุงๆ นอนอยู่อย่างสงบราวกับว่าไม่อยากถูกใครรบกวน มันคือเจ้ากระเป๋าสตางค์ที่ผมตามหานั่นเอง ความโล่งใจแทรกตัวเข้าแทนความเครียดที่ผมมีพร้อมๆ กับความรู้สึกที่บอกกับผมว่าอาการตัวร้อนของผมได้จากไปพร้อมๆ กับเหงื่อที่ผมเสียไปเมื่อสักครู่แล้ว

 

 

 

ฝากไว้ให้คิด

 

ผมยอมรับต่อผู้อ่านตามตรงว่ามีชั่ววูบหนึ่งขณะที่ผมพยายามจะเปิดประตูห้องน้ำให้ได้ และคิดว่ากระเป๋าสตางค์ของตัวเองหาย พร้อมๆ กับอาการอาการปวดหัว และตัวร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชั่ววินาทีนั้นหัวใจของผมรู้สึกหมดหวังท้อแท้และอยากจะตายให้มันจบๆ ไป แต่ด้วยความที่ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อปัญหาผมมักจะฝ่าฟันไปให้ได้เสมอไม่ว่าผมจะต้องพยายามมากสักเพียงใด ผมก็มักจะผ่านมาได้แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้ ผมจะยอมแพ้ได้อย่างไร และในที่สุดมันก็คุ้มค่าที่ผมได้พยายาม ตอนนี้ผมคิดว่าอาการป่วยของผมดีขึ้นแล้ว ผมสามารถเดินเข้าไปในห้องน้ำได้โดยที่มันไม่ขัดขืน และมีกระเป๋าสตางค์วางอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ ที่สำคัญผมมีบทความส่งทันวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะถ่ายทอดต่อผู้อ่านในตอนนี้ก็คือ บางครั้งชีวิตคนเรามักจะพบปัญหามากมายรุมเร้าเข้ามาพร้อมๆ กัน แต่หากเรายอมรับต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และแก้ไขด้วยสติและปัญญา เราก็จะพบว่าเบื้องหลังประตูที่ปิดตายนั้น มีแสงสว่างอันคุ้มค่าที่คู่ควรแก่การค้นหาทางเปิดมันให้ได้จริงๆ

 

Special Thank : ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานสติและปัญญาให้แก่ข้าพระองค์ ในช่วงเวลาอันสับสน

 

By Ethan B

19/10/2007

เหตุแห่งความไว้ใจ

เหตุแห่งความไว้ใจ

 

เมื่อหลายวันก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนที่ผมรักมากคนหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวน่าตาดีและเป็นคนมีสเน่ห์ต่อเพศตรงข้าม เราได้พูดคุยกันอยู่นานตั้งแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องจนถึงเรื่องที่เป็นเรื่อง ที่ผมจะนำมาเล่าให้น้องสาวที่รักทุกคนได้ฟังและเก็บไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจตัวเองอยู่เสมอ

 

กรณีศึกษา

 

เมื่อหลายปีก่อน L เป็นเหมือนเด็กสาวทั่วไปที่เมื่อเรียนจบจากต่างจังหวัด จึงเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ เหมือนอย่างพี่ๆ ของเธอ ด้วยความที่เธอเป็นคนมีสเน่ห์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีผู้ชายให้ความสนใจในตัวเธอ และเมื่อเวลาผ่านไปเธอจึงเริ่มมีความรักและคนรักเหมือนเช่นเด็กสาวในวัยเดียวกัน

แต่ด้วยความที่ L เป็นคนมีสเน่ห์เธอจึงมีผู้ชายพยายามเข้ามาในชีวิตของเธอเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับเพื่อนใหม่โดยที่เธอไม่ได้ปรารถณา เขาเป็นชายหนุ่มที่หลงไหลในสเน่ห์ของเธอเหมือนอย่างที่ผู้ชายหลายๆ คนเป็น แต่เขาทำมากกว่าผู้ชายทั่วไปที่เมื่อถูกใจแล้วก็เดินผ่านไป เขาพยายามที่จะเข้ามาใกล้ชิดเธอด้วยการขอเป็นเพื่อนกับเธอ ด้วยความที่ L ยังคงเดียงสาต่อโลกเธอจึงรับมิตรภาพที่ดีต่อชายแปลกหน้าที่เข้ามาในชีวิตเธอ เขาพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของเธออยู่เสมอ เช่นการขอไปทานข้าวด้วย หรือติดตามเธอไปตามที่ต่างๆ ซึ่ง L เองก็เริ่มรู้เจตนาของชายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้รู้สึกกับเธอเพียงแค่เพื่อนอย่างที่บอกในตอนแรก และทันทีที่ L รู้สึกเช่นนั้น L จึงบอกกับเขาว่าเธอมีคนที่รักอยู่แล้ว ซึ่งคือแฟนของเธอ แต่ชายคนนี้ก็มิได้ลดละความพยายามในเป้าหมายที่เขามีต่อเธอเขาตอบกับเธอว่า “ไม่เป็นไร เรารับได้”

จนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งเป็นวันที่เขาทำให้ L รู้สึกว่า เขาเข้ามาสู่พื้นที่ส่วนตัวในชีวิตของเธอมากเกินไป เธอจึงอยากจะหยุดความสัมพันธุ์ระหว่างเขาไว้เพียงเท่านั้น แต่เขาก็ไม่ได้ยอมรับต่อความปรารถณาของเธอเขาขอไปส่งเธอและพี่สาวที่บ้าน ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม และเมื่อทันทีที่รถจอดลงตรงหน้าบ้าน เธอทำในสิ่งที่มนุษย์สามัญทั่วไปทำ คือการเปิดประตูเพื่อที่จะลงจากรถ แต่ยังไม่ทันที่เท้าของเธอจะสัมผัสพื้น ข้อมือของเธอถูกเหนี่ยวแน่นด้วยกำมือของชายผู้นั้นพร้อมๆ กับการถูกกระชากกลับเข้ามาในรถ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเพียงชั่ววินาทียังไม่ทันที่เธอจะได้ทำอะไรต่อ รถคันนั้นก็พุ่งออกไปด้วยความเร็ว ชายคนที่เธอเคยมองว่าเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง บัดนี้เขาได้กลายร่างเป็นซาตานไปเสียแล้ว ความเลวทรามที่แอบซ้อนอยู่ในจิตใจของชายผู้ที่เธอเคยเห็นเป็นเพื่อนได้ปรากฎชัดขึ้นในค่ำคืนที่เธอคงไม่อาจลืมเลือนไปได้อีกนานแสนนาน

ทันทีที่ L ตั้งสติได้ เป็นเวลาเดียวกับที่เธอพบว่า เจ้าพาหณะหุ้มเหล็กคันนี้พุ้งพร้านไปด้วยความเร็วที่พร้อมจะชนทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้แต่สัญญาณไฟสีแดงในสายตาของซาตานผู้ขับขี่ก็เปลี่ยนมันเป็นสีเขียวได้เพียงเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายที่มันตั้งไว้ L พยายามหว่านล้อมด้วยทถ้อยคำอันเป็นมิตร แต่เสียงที่มันได้ยินมิอาจทำลายกำแพงแห่งจิตใจอันเลวทรามที่มันวางแผนไว้ได้ เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เธอใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนเพื่อที่จะหาทางหลุดพ้นจากวิกฤตที่เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะพบเจอ จนเวลาล่วงไปเกือบเทียงคืน เจ้าซาตานตนนั้นได้เดินทางมาถึงประตูสรวงสวรรค์ของมัน แต่ ณ ที่นั่นสำหรับ L แล้วมันคือทางเข้าสู่ประตูนรก L รู้ดีว่าถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่างในตอนนี้ เธออาจจะต้องได้รับบาปที่เธอไม่ได้เป็นผู้ก่อติดตัวไปตลอดก็ได้

L จึงรวบรวมกำลังทั้งหมดที่เธอมีถีบไปที่ชายคนนั้น และถีบไปที่ประตู พระเจ้าอาจจะไม่ประสงค์ให้ชีวิตของเธอต้องทุกข์ทนไปกว่านั้น เธอหลุดพ้นจากเงื้อมือของซาตานชายผู้ที่เธอเคยเรียกว่าเพื่อน เธอวิ่งออกมาจากโรงแรมในสภาพที่ไม่มีรองเท้าและข้อมืออันแดงก่ำ โชคดีที่มีรถ Taxi ผ่านมา แต่เจ้าซาตานนั้นยังไม่ละต่อแผนชั่วที่มันวางไว้ มันตะโกนใส่คนขับ Taxi ว่า “เรื่องของผัวเมียอย่ามายุ่ง” L ร้องขออ้อนวอนต่อคนขับรถ Taxi ไม่ให้เชื่อต่อลิ้นอันล่อลวงของชายผู้นั้น นับว่าคนขับ Taxi ยังมีสติแห่งธรรม เขาจึงรับเธอขึ้นรถพร้อมกับส่งเธอกลับบ้านโดยปลอดภัย แต่ถึงแม้ L จะผ่านพ้นเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นมาได้แต่ภาพหลอนในคืนนั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอ

 

ฝากไว้ให้คิด

 

คอลัมน์ออนไลน์ฟอร์ยูได้รับใช้ผู้อ่านมาเป็นเวลา 2 ปีแล้วเห็นจะได้ ผมเชื่อว่าตอนนี้ผมมีผู้อ่านที่เป็นทั้ง น้องสาว น้องชาย พี่สาว หรือพี่ชาย วันนี้หากเราติดตามข่าวสารในแต่ละวันคุณจะพบว่าข่าวปัญหาความรุนแรง ที่เกิดขึ้นต่อเด็ก ต่อผู้หญิง หรือต่อคนชรา มีมากมายหลายรูปแบบเหลือเกิน แต่ปัญหาหนึ่งที่ไม่แพ้กันก็คือปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา หลายเหตุการณ์มักเกิดขึ้นจากคนที่เราไว้ใจมากที่สุด การระวังภัยในรูปแบบนี้มันยากเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ แต่ก็ดีกว่าไม่ระวังเอาเสียเลย เมื่อวันก่อนได้อ่านข่าวเรื่องการแต่งกายของนักศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งบางทีผมเองก็พบในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยๆ เวลาที่เดินทางไปข้างนอก ขออภัยที่พูดเช่นนี้แต่บางครั้งผมเห็นนักศึกษาผู้หญิงบางคนแต่งตัวแย่กว่าผู้หญิงทำงานกลางคืนเสียอีก (แย่ในด้านศิลธรรม) ผมไม่แน่ใจว่า เสื้อผ้าอันบางเบา มีช่องระบายอากาศแบบแอร์โร่ไดนามิคของพวกเธอ มันจะช่วยให้เธอซึมซับความรู้ในห้องเรียนดีขึ้นด้วยหรือเปล่า

ผมคงบอกน้องสาวที่รักทุกคนไม่ได้ว่าคุณต้องป้องกันตัวเองจากเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร นอกเสียจากสิ่งหนึ่งที่ผมจะบอกคุณให้ได้ระลึกอยู่เสมอก็คือ “ผู้ชายคนหนึ่งสามารถเป็นได้ทั้งซาตานและเทพบุตร คุณไม่อาจรู้ได้ว่า เวลาใดเขาจะเป็นเทพบุตร และเวลาใดที่เขาจะกลายร่างเป็นซาตาน” เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณรู้จักและไว้ใจผู้ชายที่อยู่ใกล้ๆ คุณมากแค่ไหน แต่จงรู้ไว้เถอะว่าสิ่งที่คุณรู้มันยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะจิตใจของคนก็เหมือนกับหนังสือที่คุณไม่มีวันที่จะอ่านจบ มันสามารถเปลี่ยนแปลงตอนจบได้เสมอ

ถ้าคุณอยากให้ผู้ชายให้เกียรติคุณ คุณก็จงให้เกียรติต่อตนเอง การวางตัวต่อเพศตรงข้ามเป็นเรื่องสำคัญ การสร้างขอบเขตของความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ในสมองของผู้ชายทุกประเภทไม่ว่าจะโง่สุดๆ หรือฉลาดแบบอัฉริยะ รวยล้นฟ้า หรือว่าจนติดดิน คนที่อยู่ในคราบโจร หรือคนที่อยู่ในคราบธรรม ล้วนแต่มีจินตนาการด้านลามกมากเป็นพิเศษทั้งสิ้น ถึงแม้คุณจะไม่ทอดสะพานเขาก็พร้อมที่จะปีนเข้าไปหาคุณเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากมีประสบการณ์อย่างเพื่อนของผมก็จงระวังตัวเองต่อความสัมพันธ์ต่อความไว้วางใจ กับใครสักคนให้มากเพื่อที่คุณจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของใคร เพราะคุณอาจจะไม่มีโชคพอที่จะหลุดพ้นจากมือของผู้ล่าก็เป็นได้

และสำหรับเพื่อนๆ น้องๆ ที่เป็นผู้ชายทุกคน โปรดจงระลึกไว้เถอะว่า คำว่า “สุภาพบุรุษ” มันควรค่าแก่การที่คุณจะยึดถือไว้ การสร้างความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นมันไม่ใช่ความภูมิใจที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งควรจะมีเลย

 

ปล. ผลจากการวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า เหตุผลของความรุนแรงทุกประเภทที่เกิดขึ้นในโลก เกิดขึ้นจากแรงจูงใจในการดูภาพยนตร์, เล่นเกม, ฟังดนตรี และ อื่นๆ ไม่ถึง 20% แต่ตัวการที่สำคัญที่สุดในการเกิดปัญหาความรุนแรงคือ ความเป็นผู้ชาย

 

Special Thank : เพื่อนที่ผมรักและเป็นห่วงเสมอ L

 

By Ethan B

24/09/2007

เดือนเกิดที่ดีที่สุด

Image Hosted by ImageShack.us

 

 

5 กันยายน 50 ถึงแม้จะไม่ใช่วันพิเศษอะไรแต่ก็เป็นอีกหนึ่งวันดีๆ ที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นของขวัญในเดือนเกิดชิ้นแรกที่ได้รับ ต้องขอบคุณ เจ้านาย พี่บอย เอก และ บริษัท เอเชียซอฟท์ ที่เปิดโอกาสนี้ให้เราได้เดินทางไปอีกหนึ่งประเทศที่เราสงสัยใคร่รู้อยากไปมาตั้งแต่เด็กๆ อยากไปเห็นเจ้า Merlion ตัวเป็นๆ ว่ามันจะเป็นไงน้า ในที่สุดก็ได้ไปเห็นกับตาว่ามันก็ไม่ได้พิเศษอะไรเลย

 

ใครๆ ก็บอกกับเราว่าประเทศสิงคโปร์ไม่มีอะไรเลยทุกอย่างต้องสร้างขึ้นมาทั้งนั้น คนที่พูดแบบนี้มักพูดด้วยความรู้สึกเหมือนดูถูกพวกเค้า แต่สำหรับเรากับรู้สึกตรงกันข้าม เรารู้สึกชื่นชมในความสามารถของคนพวกนี้มากกว่า คนที่ไม่มีอะไรพร้อมแต่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง มันน่าภูมิใจออก ดีกว่าคนที่มีพร้อมทุกอย่างได้แต่ใช้สิ่งที่ตัวเองมีให้หมดไปวันๆ โดยไม่คิดที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้นมาเลย

 

ปีนี้ถึงแม้ชีวิตจะไม่มีอะไรพิเศษเลยจนต้องบ่นกับคนๆ นึงอยู่เสมอว่าอยากผ่านปีนี้ไปเร็วๆ จังเพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยๆ สิ่งดีๆ หลายอย่างก็เกิดขึ้นในเดือนนี้คงเป็นเดือนเกิดอีกปีหนึ่งที่มีความทรงจำดีๆ ให้เราเก็บไว้อีกนานแสนนาน ต้องขอบคุณตาบิ๊กสำหรับนาฬิกาที่สวยถูกใจเรา ในที่สุดเธอก็ได้ให้นาฬิกาสมใจเราเสียที และขอบคุณสำหรับทุกคำอวยพรที่ดีๆ และกำลังใจดีๆ เสมอจากเพื่อนๆ และน้องๆ ทุกคน รวมถึงโทรศัพท์จากแม่ที่ต้องขอบคุณแม่บิ๊กมากๆ เพราะถ้าแม่ไม่บอกแม่เราก็คงจะจำไม่ได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดเรา แต่อย่างน้อยๆ สิ่งที่แม่อวยพรก็ทำให้เรารู้สึกดีมีแรงทำงานต่อไป

 

ถึงแม้ปีนี้จะได้ของขวัญไม่กี่ชิ้นแต่ก็ไม่รู้สึกดีเท่ากับความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากคนรอบตัวซึ่งถือว่าเป็นของขวัญที่เราอยากได้และทำให้รู้สึกดีเสมอยามนึกถึงและขอให้สิ่งดีๆ พรดีๆ ความรู้สึกดีๆ ที่ทุกคนมีให้เราจงย้อนกลับสู่ผู้ให้เท่าทวีคูณด้วยละกันนะครับ

 

ถ้ามีโอกาสก็อยากไปสิงคโปร์อีกจัง ชอบเมืองที่ดูสะอาดและเป็นระเบียบแบบนี้ จริงๆ มีเรื่องอยากเล่าเกี่ยวกับสิงคโปร์เยอะมากแต่ว่าถ้ามีโอกาสไปอีกจะมาเล่าให้ฟังละกันนะ แต่ถ้าใครอยากฟังเร็วๆ ก็ออกค่าเครื่องบินที่พัก ค่าเกิน ค่าช็อป ให้เราหน่อยจะได้มาเล่าให้ฟังเร็วๆ ^^  

05/08/2007

เรื่องดีๆ ที่อยากให้ใครๆ ได้อ่าน

 

บทความพิเศษ : ดอกป๊อปปี๊ เรื่องเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่




 

"หนูซื้อดอกหนึ่งนะคะ คุณตาของหนูเป็นทหารผ่านศึกมาก่อนค่ะ"

 

เหนื่อยครับ ล้าสุดๆ ไปเลย

 

      ความเมื่อยและอ่อนล้าเข้าสิงทุกส่วนของร่างกายกันเลยทีเดียว แม้จะยืนไม่นานเท่าน้องๆ ร่วมทีมซึ่งมาด้วยกัน แต่สังขารเหมือนจะฟ้องว่าร่างกายผมไม่แข็งแรงมากพอจะทนต่อการยืนท่ามกลางอากาศร้อนและผู้คนที่เดินขวักไขว่พลุกพล่านไปมา

 

      วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พวกเรายกทีมกันไปปักหลักที่บริเวณสยามสแควร์ ตรงสะพานทางลง BTS และเซ็นเตอร์พอยด์ มีทีมงานประมาณ 5-6 ชีวิต และน้องพริตตี้ SF Girls ยืนเรียกให้ผู้คนในละแวกนั้นที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ซื้อดอกป๊อปปี้ที่พวกเราตั้งใจรับมาจากมูลนิธิทหารผ่านศึกเพื่อจำหน่ายหารายได้สมทบเพื่อพี่ๆ ทหารไทย

 

      ไปกันตั้งแต่ช่วง 10 โมงเช้า ถึงเวลา 5 โมงเย็นโดยประมาณ ในมือมีตระกล้าบรรจุดอกไม้จำลองกลีบเด่นด้วยสีแดง เกสรทำจากผ้าสีเขียว ซึ่งดูจากภายนอกเป็นของที่ระลึกซึ่งหาค่าใดๆ ไม่ได้ เป็นดั่งของตอบแทนสำหรับผู้มีใจบุญช่วยกันอุดหนุนเพื่อนำรายได้เข้ากองทุน เพียงดอกละ 10 บาท เท่านั้น แต่เบื้องหลังคือเงินที่จะมีส่วนช่วยทหารผ่านศึกที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบจนทุพพลภาพไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งบ่อยครั้งพวกเขาเป็นเหมือนผู้ปิดทองหลังพระ ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินเกิดโดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน นอกจากรอยยิ้มและความสงบสุขของคนไทย

 

      ตลอดทั้งวันได้มีผู้คนให้ความสนใจเข้ามาแวะเวียนพูดคุยกับพวกเรา อีกทั้งยังช่วยกันทำบุญกันมากมายจริงๆครับ ต้องขอขอบพระคุณสำหรับเงินทุกบาทที่ช่วยกันในครั้งนี้ด้วยครับ เพราะเงิน 10 บาท ที่ทุกท่านช่วยกันทำบุญอาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันเป็นปริมาณมาก จะกลายเป็นเงินที่มีส่วนช่วยเหลือเหล่าทหารผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นผู้เสียสละและกล้าหาญในการออกสู้รบ เป็นรั้วแนวหน้าของชาติ นำมาซึ่งความสงบสุข

 

 


 

      มีหลายท่านทีเดียวครับ ที่หยิบยื่นสตางค์ให้พวกเราโดยไม่ต้องการดอกป๊อปปี้ตอบแทน ขอให้บุญกุศลได้นำพาท่านพบพานแต่ความสุข และสมหวังในทุกประการครับ พวกเราซึ้งใจมากๆ ครับ ตลอดทั้งวันพวกเราขายดอกป๊อปปี้ได้จำนวนเงินรวม 5,000 บาท! เกินคาดไปพอสมควรครับ เพราะในเบื้องต้นพวกเราคาดการณ์ว่าจะขายได้น้อยกว่านี้ สำหรับพวกเราแล้วความเหนื่อยล้านั้นหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้นับจำนวนเงินทั้งหมดซึ่งจะนำไปช่วยเหลือเพื่อการกุศลในครั้งนี้

 

ในบรรดาจำนวนดอกป๊อปปี้ที่พวกเราขายได้ มีอยู่ 1 ดอก ครับ ที่พิเศษกว่าดอกอื่น

 

      พวกเรารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เมื่อมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมายืนข้างๆ พวกเรา ไม่มีสำเนียงเสียงใดเปล่งออกจากปากของเค้า มือขวาของเค้ากำต้นกล้วยที่มีใบลานสานเป็นแมลงเสียบเต็มไปหมด หน้าตาดูสะโอดสะอง อิดโรย เปรอะเปรื้อนไปด้วยคราบไคล ผมหยิกยาวฟูเต็มศีรษะ ในมือขวากำเงินเป็นแบงค์สีเขียวบ่งบอกมูลค่า 20 บาท ผมถูกสะกิดจากน้องๆ ทีมงานให้มองไปที่ชายผู้นั้น การทรงตัวของเขาเซไปมา ด้วยเพราะขาข้างหนึ่งของเค้าไม่สมประกอบต้องอาศัยไม้เท้ายันหลักให้ยืนปักหลักอยู่ได้อย่างมั่นคง มือข้างที่กำเงินยังคงโบกไปมาพร้อมชี้ตรงมาที่ดอกป๊อปปี้สีแดงซึ่งวางเรียงรายอยู่ในตะกร้า ใจหนึ่งพวกเราไม่กล้ารับเงินของเขา แต่ด้วยแววตาที่เป็นประกายสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะช่วยเหลือด้วยการซื้อดอกป๊อปปี้เพียง 1 ดอก หลังจากทอนเงินให้ ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มของเขาที่พยายามบรรจงติดดอกไม้สีแดงอย่างตั้งใจ

 

      ความประทับใจในส่วนลึกก้นบึ้งของหัวใจเปลี่ยนให้ผมมองเห็นชายคนนี้ในมุมมองใหม่ เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่คนพิการที่หาเลี้ยงชีพด้วยการจำหน่ายใบลานสานเพียงตัวละ 20 บาท อีกทั้งเป็นใบ้พูดไม่ได้ ขาเสียไปหนึ่งข้าง ผมเห็นความยิ่งใหญ่ของน้ำใจ มองผ่านเข้าไปเห็นตัวตนที่แท้จริงของบุคคลที่ควรได้รับการยกย่องและชื่นชมจากใจจริงจากการแสดงออกที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นแม้ตนเองจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม "คุณค่า" ที่ชายผู้นี้ซ่อนมันไว้ภายในรูปลักษณ์ด้านนอกส่องประกายออกมาจากใจของพวกเราทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น

 

 


 

 

      พวกเรายืนมองเค้าเดินกระเผลกจากไปได้ไม่นานนัก ก็ต้องประหลาดใจมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว กับการกระทำของชายคนเดิม เขาเดินไปหาหญิงชราอีกคนที่เดินร้องเพลงหาเลี้ยงชีพด้วยแววตาที่เกือบบอดสนิท จากนั้นบรรจงหยิบเงินที่เขาหามาได้อย่างยากลำบากจากการขายใบลานสานลงในกล่องของหญิงชราผู้นั้น เสียงเหรียญกระทบกับกล่องโลหะ อาจไม่ดังพอกับเสียงรถยนต์ในระแวกนั้น แต่มันดังก้องเข้ามาที่หูของพวกเรา ความช่วยเหลือเพื่อเพื่อนร่วมโลกได้เดินทางมาถึงจากน้ำมือของคนธรรมดาคนหนึ่ง ความยากลำบากสอนให้ทั้งเขาและพวกเราได้รู้ซึ้งถึงการ มองเห็นซึ่งกันและกันในสังคม ให้พวกเราได้เรียนรู้ว่าอีกด้านหนึ่งของความโหดร้ายจากทุกสิ่งทุกอย่าง มีด้านสว่างที่ส่องมาถึงเสมอ

 

      เขาอยู่ในสถานะที่ยากลำบากทั้งความเป็นอยู่และกายใจ พวกเราที่ยืนอยู่และเดินผ่านไปเป็นปุถุชนที่สมประกอบ ซึ่งบ่อยครั้งละเลยที่จะหยิบยืนความช่วยเหลือให้แก่คนที่ด้อยโอกาสกว่า และคิดว่าเป็นวิบากกรรมที่พวกเขาได้ก่อร่างสร้างไว้แต่ชาติปางก่อน ใครที่อยู่ในสถานะที่ช่วยเหลือได้ หากไม่เป็นภาระจนเกินไป เงินเพียง 10-20 บาท สร้างโอกาส เพิ่มอนาคตให้กับคนที่ยังต้องการความช่วยเหลือเหล่านี้อยู่

 

      ดอกป๊อปปี้ในวันนี้สร้างเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ให้กับพวกเรา ความช่วยเหลือนั้นไม่ได้มาจากเพียงกำลังเงินที่มีเหลือเฟือและใจที่เอื้อเฟื้ออยากเผื่อแผ่ แต่มากจากโอกาสที่เราเป็นผู้สร้างให้กับตัวเราเอง เรื่องเล็กน้อยนี้ดูยิ่งใหญ่ในใจของพวกเราเป็นอย่างมาก

 

      วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมนอนหลับอย่างมีความสุขครับ หัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก ลืมแม้กระทั่งความเหนื่อยที่ร่างกายมันชอบฟ้องว่าไม่ไหวอยู่บ่อยครั้ง แต่วันนี้หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้เห็นคนที่ลำบากกว่าแสดงถึงพลังน้ำใจที่น่ายกย่องเช่นนี้ ที่โต๊ะทำงานของผมก็พลอยประดับไปด้วยใบสานเป็นรูปตั๊กแตนต้องลมไหวไปมา ยามผมท้อใจเรื่องใด หันไปมองเจ้าแมลงที่สร้างจากธรรมชาติตัวนี้ ก็เหมือนมีแรงได้ลุกขึ้นสู้ต่อไป

 

เรื่องเล็กน้อยในวันนี้ "ยิ่งใหญ่" เสียเหลือเกินครับ

 

"ขอให้ผลบุญช่วยให้คุณตาของน้องมีความสุขมากๆ นะครับ"

 

"คุณตาของหนู เสียไปนานแล้วค่ะ แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ซื้อดอกป๊อปปี้ เหมือนทำให้หนูได้ระลึกนึกถึงคุณตาของหนู และได้ช่วยเหลือทหารผ่านศึกค่ะ"

 

27 มกราคม 2550

ตี๋ Flash Bang



 

 

19/07/2007

ปัดฝุ่น ~

ไหนๆ วันนี้ก็ครบรอบ 1 ปีพอดีที่ไม่ได้อัพสเปซของตัวเองเลย 1 ปี ที่ผ่านไปนับจากวันที่อัพสเปซไปครั้งสุดท้าย มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ทั้งเรื่องดีๆ ที่อยากจะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป และเรื่องไม่ดีที่ต้องจำเพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง ทำไงได้ละเราก็มนุษย์คนนึงนี่นา คงยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เราต้องเรียนรู้ต่อไป

 

1 ปีที่ผ่านมาทำอะไรเจออะไรมาบ้างนะเหรอ?

 

                คงต้องขอเริ่มที่เรื่องใหญ่ก่อน ช่วงวันที่ 15 – 17 มีนาคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยือนถิ่นกิมจิมา ก็เป็นประสบการณ์ดีๆ อีกครั้งในชีวิตที่เคยคิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นสักครั้งก่อนตายซิน่า แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นในปีนี้ ช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่นก็สนุกดีได้ความทรงจำดีๆ มาหลายเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะการที่ได้เห็นอารยธรรมของคนต่างชาติ ต่างภาษา ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในชีวิต ซึ่งมันคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก เจ้านาย และ บริษัท ทรูดิจิตอล เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่เผื่อเฟื้อ 1 ที่นั่งบนเครื่องบินให้เราได้ไปไกลจากบ้านตั้งหลายพันกิโล ถ้าหากจะถามว่าความทรงจำที่เกาหลีที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้มีอะไรบ้าง ก็คงต้องบอกว่า คงเป็น บ้านเมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อย สังคมที่มีวินัย อาหารที่รสชาติเหมือนจะดีแต่ก็สู้อาหารไทยไม่ได้หรอก และสาวๆ เห็นแล้วอยากไปเกิดที่เกาหลีจัง 

  http://www.online-station.net/news/view.php?id=8432   (บทความที่เขียนหลังจากกลับจากเกาหลี)

  http://www.online-station.net/news/view.php?id=9300   (บทความที่เขียนหลังจากกลับจากเกาหลี)

(ที่เสียดายที่สุดตอนไปเกาหลีคือ เอาไปทั้งกล้องถ่าย VDO และกล้องถ่ายรูปแต่ไม่ได้ถ่ายตัวเองเลย)

                ปีนี้เป็นปีที่เรียกได้ว่าบริษัทเราน่าจะ HOT ขึ้นเรื่อยๆ เพราะมี Event ให้เราต้องไปออกงานเกือบทุกอาทิตย์ นี่ก็ผ่านมาครึ่งปีแล้วยังมีได้ทุกเดือนซิน่า ไม่ได้บ่นนะแต่ก็สนุกดี คงมีโอกาสทำเรื่องแบบนี้ได้ไม่ตลอดชีวิตหรอกวันนึงถ้าไม่มีเรื่องแบบนี้ให้ทำอาจจะมานั่งคิดถึงทีหลังก็ได้ แต่มีงานนึงที่ไปแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็คืองาน RTC ที่เชิญให้ไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวด Cosplay แต่ตอนที่เชิญขึ้นเวทีให้ไปจับรางวัล ดันประกาศว่าเราเป็นผู้บริหาร ทั้งๆ ที่เจ้านายเราก็ยืนอยู่ข้างล่าง พิธีกรมันเฟอะฟะจริงๆ แต่ที่เซ็งที่สุดก็คือ มันคิดว่าเราแก่ขนาดเป็นผู้บริหารได้แล้วเหรอเนี่ยแย่จริงๆ

 

                ปลายปีที่แล้วได้จอ LCD 17 นิ้วมาจากงานเปิดตัวเกม GE ปีนี้ไม่วายได้รางวัลใหญ่ขึ้นมาอีกชิ้นมันเป็นเครื่องเล่นเกมชื่อเครื่อง Wii มันเป็นเครื่องเกมที่เจ๋งสุดๆ ราคาหมื่นกว่าบาท อันนี้ บริษัท ทรูดิจิตอล เค้าใจดีให้มา บริษัทนี้นี่น่ารักที่สุดเลย นอกจากเราจะดูแลเกมของค่ายเค้าแล้ว เค้ายังพาเราไปเกาหลี และแจกเครื่อง Wii ให้อีก (จริงๆ เค้าอยากให้คนอื่นมากกว่าแต่เราดันสาระแน หยอดบัตรไปชิงโชคด้วยซะงั้น เลยได้มาอย่างถูกแอบหมั่นไส้จากคนรอบตัว) คิดดูซิเขียนหนังสือมา 2 ปี ยังมีคนทักน้อยกว่า ขึ้นไปรับเครื่อง Wii ครั้งเดียว เดินไปไหนก็มีแต่คนทักคนไม่ได้เล่นเกมมันยังทักเลย “ว่าพี่เป็นไงเครื่อง Wii สนุกไหมครับ”

  http://www.online-station.net/news/view.php?id=9185  (บทความเกี่ยวกับเครื่อง Wii ที่เขียนไว้)

                ปีนี้มีความรักอีกแล้ว แต่ว่าน่าจะเป็นรักข้างเดียวเสียมากกว่า แต่ก็มีความสุขที่ได้รักนะ ได้เห็นเค้ายิ้ม เห็นเค้ามีความสุข ได้ทำอะไรเพื่อเค้าให้เค้าได้รู้สึกดี แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บางทีการได้รักใครสักคนโดยไม่คาดหวังมันก็ดีนะ มันไม่เจ็บปวด ไม่ทำให้เราต้องเสียใจ ถึงแม้จะทำให้เหงาบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ทุกข์ และถึงแม้ว่าในใจลึกๆ ยังอยากจะเป็นคนที่ถูกรักบ้างก็ตามแต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วมั้ง อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่าหัวใจยังไม่ตายด้าน ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงตรงไหน แต่วันนี้ก็ขอรักเค้าและทำอะไรดีๆ เพื่อเธอคนนั้นอย่างนี้ละกัน

 

                เที่ยงคืนแล้วยังปิดต้นฉบับไม่เสร็จเลยง่วงนอนจังไว้ว่างๆ คงต้องทยอยเอาความทรงจำมาเก็บไว้อีก ไม่งั้นคงลืมช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตไปอีกเยอะเลย ต้องขอบคุณ แรงบันดาลใจ อย่างคุณน้องไอ ที่มากระตุ้นต่อมอยากเขียนอะไรให้กับเราเข้ามาปัดฝุ่นในสเปซของตัวเอง และเพื่อนๆ ทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เราเขียนผลงานดีๆ ในหนังสือเสมอมา ขอบคุณครับ

18/07/2006

เก็บความทรงจำใส่กล่อง

 

ในที่สุดก็ได้มีวันนี้สักที.... วันที่จะได้รวบรวมความทรงจำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา มันช่างเป็น 2 เดือนที่มีเรื่องราวมากมายเลยจริงๆ

 

FG Party

 

จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 1 ปี กว่าแล้วที่เราทำงานอยู่ที่นี่ เรายอมรับว่าเราสนุก ภูมิใจ และมีความสุขกับงานที่เราทำมากๆ เลย จำได้ว่าตอนเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ เรายังมีผู้อ่านที่รู้จักและชอบเราอยู่ไม่กี่คนเอง แต่เดี๋ยวนี้ถ้าได้มีโอกาสไปงานที่ไหนก็มักจะมีเพื่อนๆ น้องๆ เข้ามาทักทายให้ชื่นใจอยู่เรื่อย มันทำให้เรานึกภาพย้อนกลับไปตอนงาน FG Party เมื่อปีที่แล้วอยู่บ่อยๆ ว่าตอนนั้นเราได้แต่ยืนดู Ta_O Pchan Mr.Chow ถูกรุมขอลายเซ็น ถึงตอนนี้เราจะยังไม่เคยเซ็นชื่อให้ใคร แต่เราก็รู้สึกดีใจที่มีคนอ่านบทความที่เราตั้งใจเขียนและชื่นชอบมัน และงาน FG Party ในขวบปีที่ 11 ของบริษัทเรา มันก็ทำให้เรามีความทรงจำดีๆ อีกความทรงจำหนึ่งเก็บเอาไว้ในใจ เราไม่รู้ว่าในช่วงเวลาที่ คุณมานะ (เจ้าของบริษัทเรา) กล่าวขอบคุณผู้มาร่วมงานด้วยน้ำตานั้น จะมีสักกี่คนที่สัมผัสได้ถึงสิ่งที่คุณมานะกำลังรู้สึก แต่สำหรับเราแล้ว เราไม่เคยทำงานที่ไหนแล้วรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของมันเท่ากับที่นี่เลย นี่ละมังจึงทำให้ความรู้สึกได้ถึงความปลามปลื้มนั้น มันแน่นอยู่ที่หน้าอกของเราในตอนนั้น จนควบคุมน้ำตาไว้ไม่ได้จนมันไหลออกมา มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขจริงๆ กับการที่เราได้ทุ่มเทอะไรแล้วเห็นผลตอบรับที่ดีกลับมา

 

Online For You

 

ออนไลน์ ฟอร์ ยู คือชื่อของบทความที่เราเขียน เป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์ในหนังสือ Weekly Online มันเป็นบทความที่เราทุ่มเททุกความคิดที่มีลงไปในมันเสมอ ช่วงเดือนที่ผ่านมา เดือนที่เราขอเรียกว่าเดือนแห่งประวัติศาสตร์ของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ มันคือเดือนแห่งความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ในหลวงทรงครองราชครบ 60 ปี จึงมีการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ในประเทศของเรา และทุกครั้งที่เราได้ดูข่าวของพระองค์ หรือแม้แต่สารคดีเกี่ยวกับพระกรณียกิจ หรือแม้แต่การได้อ่าน e mail เกี่ยวกับพระองค์ที่เพื่อนๆ ส่งมาให้ มันก็ทำให้เราน้ำตาไหล ทุกครั้งไปซิน่า จนเราไม่สามารถเก็บความรู้สึกนั้นไว้ได้คนเดียว ทำให้ต้องไปเขียนระบายและถ่ายทอดให้ผู้อ่านของเราได้รู้สึกอินไปด้วย แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เราอยากจะบอกพวกเค้าหรอกว่า ในหลวงสำหรับเราทรงยิ่งใหญ่เพียงใด จะมีใครรู้บ้างไหมนะว่าตอนที่เราเขียนถึงพระองค์ลงในบทความของเรา เราก็เขียนด้วยน้ำตาแห่งความปลามปลื้มเหมือนกัน

 

ป่วย

 

ไม่น่าเชื่อว่าในเดือนแห่งความปลาบปลื้มนี้จะมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นกับเราด้วย ก็เราดันป่วยแบบ Combo Set อะซิ เริ่มตั้งแต่ เป็นตากุ้งยิงครั้งแรกในชีวิต ที่แผลเป็นมันยังไม่ยอมหายเลย ตามติดมาด้วยการเป็นไข้หวัด จนเพื่อนๆ ต้องขับรถไปส่งที่โรงพยาบาล และสุดท้ายคือการไปหาหมอฟัน หมอที่เราไม่เคยคิดอยากอยู่ใกล้ๆ เลย บางทีถ้าเรามีเป็นแฟนเป็นหมอฟันอาจจะช่วยได้ก็ได้มั้ง แต่คงยากอะแหละ ถึงตอนนี้จะหายดีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองชาร์ตแบทไม่เต็มยังไงก็ไม่รู้ สงสัยคงจะเป็นเพราะมันไม่มีแรงแห่งรักมากระตุ้นละมั้ง เลยได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานไปวันๆ

 

วันที่โดดเดี่ยว

 

หลายครั้งในหลายเดือนที่ผ่านมา ที่เรานั่งถามตัวเองเสมอว่า ชินหรือยังวะ กับการอยู่คนเดียว แล้วเราก็ต้องตอบกับตัวเองกลับไปว่า ยังไม่ชินวะ ทุกวันนี้เวลาที่นั่งรถออกไปข้างนอกมันทำให้หัวใจหดหู่ทุกครั้งซิน่า ทำไมนะเหรอ ก็อิจฉาคนที่เค้าเป็นแฟนกันแล้วก็เดินจูงมือกัน มีความสุขด้วยกันนะซิ มันแย่เหมือนกันนะใครไม่โสดไม่รู้หรอก T T  แต่บางทีการที่เป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงบดีเหมือนกัน ถึงแม้มันจะเป็นความสงบในความเหงาก็ตาม บางทีมันอาจจะจริงอย่างที่ใครบางคนเคยพูดไว้ก็ได้ ผู้ชายดีๆ มีได้แค่ เพื่อน กับ น้องสาว เอ๊ะ แต่เราดีพอแล้วเหรอ อยากเป็นผู้ชายไม่ดีบ้างจังเผื่อว่าจะได้มีแฟนกับเค้าสักที แต่ก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนอย่าง คุณตั้ม และนู๋เร ที่มักจะหนีบเราไปเป็นเหมือนเมียน้อยเค้าอยู่เสมอ บางทีก็รู้สึกเกรงใจและเหมือนเป็นส่วนเกินจัง ถ้าไม่มีเราเค้าอาจจะสวีทกันมากกว่านี้ก็ได้ ไม่รู้จะไปเป็น ก้างขวางคอ เค้าทำไม T  T แย่จังเลยเรา ถ้าต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีความรักแบบนี้อีกสักปี เราก็คงจะชินชาและตายด้านไปเองแหละมั้ง หรือว่าเรามันจะเกิดมาเพื่อแค่รัก ไม่ได้เกิดมาเพี่อถูกรักจริงๆ...

11/04/2006

ช่วงเวลาแห่งความทรงจำ

 

 

หลังจากที่ไม่ได้อัพสเปซซะนานเกือบเดือน จนมาถึงวันนี้ไม่นึกว่าพอนั่งนิ่งๆ อยู่คนเดียวบนเก่าอี้ที่แทบจะเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกายมันทำให้รู้ว่าแค่เวลาไม่ถึงเดือนมันมีเรื่องเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงในชีวิตเยอะจังเลย เริ่มตั้งแต่ตอนกลางเดือนมีนา ที่เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้นในเช้าที่กำลังจะมาทำงานจริงๆ วันนั้นก็รู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ฝันก่อนตื่นแล้ว ไม่นึกว่าวันที่ดูเหมือนจะธรรมดาๆ วันนั้นจะเป็นวันพิเศษ (สำหรับเราอะนะ) ไม่รู้ว่าจะมีใครเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม คือยืนอยู่กับที่แล้วสายตาก็จดจ้องไปที่อะไรบางอย่าง แล้วก็พูดอยู่ในใจด้วยประโยคเดิมๆ นานกว่าครึ่งชั่วโมง อยากรู้ไหมว่าตอนนั้นประโยคไหนที่อยู่ในใจเราตอนนั้น ตื้ด.....ผิดคับ ไม่ใช่ทักษิน ออกไปแน่นอน แต่เป็น ขอโทษนะครับ นุ้ยใช่ไหมครับ อืมเรายืนท่องอยู่อย่างนั้นอะประมาณครึ่งชั่วโมงได้ นุ้ยคือผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ทำให้หัวใจเราเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่พบกัน แม้กระทั่งวันนี้หลังจากที่ไม่ได้พบกันกว่า 3 ปี ตอนแรกก็คิดว่าจะปล่อยให้มันผ่านไปดีไหม แต่สุดท้ายเราก็ไม่อยากจะรู้สึกเสียใจทีหลังเลยเข้าไปทักเธอ นุ้ยยังคงเหมือนเดิม ยังมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเดิม ยังเป็นสาวน้อยที่ดูใจดี และกระตือรือร้นเวลาที่พบเราเสมอ หลังจากยืนคุยกับนุ้ยอยู่ประมาณ 2 นาที รถ Volvo 850 ก็หอบหิ้วอดีตของเราไป เราได้แต่ยืนถอนหายใจแล้วโบกมือให้กับรักครั้งแรกของเรา โชคดีนะครับ

 

อีกหนึ่งความทรงจำที่ไม่อาจจะข้ามไปได้ก็คือการได้ไปยืนขายหนังสือและแนะนำหนังสือที่บูธ ของบริษัทเรา เราเพิ่งเข้าใจพวกที่เค้าเป็น MC PR หรือ สาวๆ ทั้งหลายที่ต้องยืนสวยทั้งวันหรือทุกอาชีพที่เกียวกับการยืน เพราะวันนั้นแค่เรายืน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม เราก็รู้แล้วว่าส้นเท้าเรามันทรมานแค่ไหน น่าสงสารมันจริงๆ เลย แต่ว่าวันนั้นก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าอีกวันนึงเลย เราได้รับรู้ความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อหนังสือเราโดยตรง และที่สำคัญที่สุดวันนั้นหนังสือเล่มแรกที่เราเป็น Editor แบบเต็มตัว ก็ขายได้ตั้งหลายเล่มแหนะรู้สึกดีจัง คนที่เป็นเขียนของเราที่ช่วยทำหนังสือเล่มนั้น เค้าก็ดู Happy ด้วย อยากบอกว่านักเขียนเราที่เขียนหนังสือเล่มนี้สุดยอดมากเราชอบเรียกเค้าว่าป้าแว่น เค้าชอบตั้ง Topic แปลกๆ ใน MSN เสมอจนทำให้เราอดขำไม่ได้ อย่างเช่นครั้งนึงไม่รู้ว่าป้าแกน้อยใจชีวิตอะไรแกเลยตั้ง Topic ว่า ถ้าสวรรค์อยู่ในอก คงตู้มน่าดู ดูป้าแกดิ ทำไปได้แต่ขอโทษนะตอนแรกเราก็คิดว่า ป้าแว่นเค้าเป็น นศ. ป. ตรีธรรมดาๆ ที่ไหนได้พอดูนามบัตรป้าแว่น ขอโทษ ภาวิตา วิริยโกศล วศ.บ. (ไฟฟ้า) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นักศึกษาปริญญาเอก เทห์โคตรเลยป้าเรา (แต่ตัวจริงไม่ป้านะเดี๋ยวจะเข้าใจผิด) ใครไปเดินร้านหนังสือแล้วเห็นหนังสือชื่อ “MSN Space” ปกสีฟ้าๆ อย่าลืมอุดหนุนนะ ^^

 

และอีกความทรงจำนึงที่เราอยากจะบันทึกเอาไว้ จริงๆ หลังจากที่เราดูหนังเรื่อง a moment to remember มันทำให้เรารู้สึกกลัวที่จะสูญเสียความทรงจำ เดี๋ยวนี้เราเลยต้องใช้ Space เป็นที่บันทึกความทรงจำของตัวเอง ถ้าหากจะมีความทรงจำในช่วงใดในชีวิตเราที่จะหายไป เราคงจะเสียดายมากที่สุดถ้าเราจะต้องเสียความทรงจำส่วนนี้ไป มันคือความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิง 3 คนที่ทำให้เราได้รู้จักกับคำว่า ครอบครัว ตลอดเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมาเรารู้สึกอบอุ่นจริงๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ มันเริ่มมาจากการที่เราได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งตอนที่เราทำงานอยู่เกียรตินาคิน เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากเราเป็นคนที่ชอบผู้หญิงจากบุคลิกของเค้า และน้องคนนี้ก็มีบุคลิกในแบบที่เราชอบ น้องเค้าเคยบอกเราว่า ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะชอบผู้หญิงที่เหมือนแม่ของตัวเอง เราก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆ อะแหละเพราะน้องเค้ามีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายแม่เรามากเลย ตอนที่เรารู้สึกตัวเองว่าชอบน้องค้าก็ไม่คิดว่าน้องเค้าจะมาชอบเราหรอกนะ เพราะน้องเค้าทั้งเก่งทั้งฉลาด แต่เราออกจะเป็นผู้ชายธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ไม่น่าเชื่อว่าตอนที่เราชวนน้องเค้าไปดูหนังน้องเค้าจะยอมไปดูด้วย แล้ววันนั้นเราก็ถามน้องเค้าว่ามีแฟนหรือยัง น้องเค้าก็ตอบว่ามีคนจีบอยู่ 2 คน จริงๆ ตอนนั้นเราก็ถอดใจแล้วละ แต่แปลกนะทำไมเราถอดใจแต่ดันได้เจอกันบ่อยขึ้น คุยกันมากขึ้นละ

               

                ตอนนั้นเรากับเพื่อนเปิดร้านอินเตอร์เน็ทอยู่แถวแฮปปี้แลนด์ พอดีกับที่ที่บ้านน้องเค้าจะทำร้านพอดี ช่วงนั้นเราเลยเป็นทั้งที่ปรึกษาและไปช่วยดูระบบที่ร้านให้น้องเค้าด้วย วันที่เรารู้ตัวว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้หญิงคนนี้มีความสุขมันคงเกิดขึ้นในคืนที่เธอโทรมาร้องไห้กับเราเธอกลัวว่าสิ่งที่เธอทำจะไม่ประสบความสำเร็จและหลังจากวันนั้นเองเราจึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วเดินเข้าไปในชีวิตของเธอ เรากลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเธอ และเราก็ได้เป็นแฟนกัน เธอมีน้องสาวที่น่ารักมากๆ ตอนแรกดูเหมือนเธอจะไม่ชอบเราเท่าไหร่ และเราก็รู้ว่าเธอไม่ค่อยชอบเรา แต่มันก็ไม่สำคัญเท่ากับที่วันนี้เธอรักเรามากแค่ไหน ตลอดเวลา 5 ปีที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเธอ มันเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตเราเลยจริงๆ ตอนเด็กๆ เราเคยโหยหาความอบอุ่นจากแม่ เราต้องการแม่ที่เอาใจใส่เรา แต่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดที่เราต้องการเราจะได้รับจากแม่ของผู้หญิงที่เรารัก เราอาจจะไม่เก่งในการแสดงออกถึงความรักต่อแม่แต่เราก็อยากให้แม่รู้ว่า ผมรักแม่มากไม่น้อยกว่าแม่ผู้ที่ให้กำเนิดผมเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม่ได้ดูแลผมอย่างดีจริงๆ นะครับ แม่เคยบอกว่าแม่เป็นหนี้บุญคุณผมที่ช่วยทำให้ร้านอยู่มาถึงวันนี้ แต่สำหรับผมแล้วมันเทียบกันไม่ได้เลยกับสิ่งที่แม่ได้ทำให้ผมตลอดเวลาที่ผ่านมา มันเทียบกันไม่ได้แม้แต่นิดเดียวเลย ผมอยากให้แม่รู้ว่าวันนี้แม่ไม่มีอะไรที่ติดค้างผม ผมต่างหากที่ติดค้างแม่ แม่ทำให้ผมมากกว่าที่แม่จริงๆ ของผมเคยทำให้เสียอีก ตั้งแต่ซักผ้าให้ผมในวันที่ผมไม่สามารถซักเองได้ เตรียมกับข้าวให้ผมทุกวันหลังจากกลับจากที่ทำงาน แถมยังล้างจานให้อีกด้วย เวลาที่ไม่สบายแม่ยังมาคอยดูแลผมอีก แถมยังคอยหายาบำรุงมาให้ด้วย ผมอยากบอกแม่ว่าแม่ของผมยังไม่เคยทำให้ผมขนาดนี้เลยครับ คำขอบคุณของผมคงไม่เพียงพอต่อทุกสิ่งที่แม่ได้ให้กับผม มีดีกับผมจนบางครั้งผมก็รู้ว่ามันทำให้โบว์รู้สึกน้อยใจ ที่ทำไมแม่ถึงเอาใจผมมากกว่าลูกแท้ๆ เสียอีก พี่ขอโทษนะจ้ะคนดี อย่าโกธรนะ ถึงวันนี้ผมจะไม่ได้อยู่ในบ้านที่แสนอบอุ่นหลังนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่ผมก็ได้เก็บความรู้สึกดีๆ ที่แม่ บิ๊ก และโบว์ ให้ผมตลอดเวลาที่ผ่านมา ติดตัวมาด้วย มันคือความทรงจำที่อบอุ่น ที่จะทำให้ผมระลึกถึงตลอดไป ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยนะครับ ขอบคุณสำหรับบิ๊ก ที่ทำให้เราได้รู้จักกับความรักที่ดีที่สุดในชีวิต ในแบบที่เราไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีใครรักเราได้เท่าที่เธอได้มอบให้เราอีกแล้ว ขอบคุณโบว์ สำหรับตำแหน่งพี่ชายที่โบว์ได้ให้กับเรา และเราก็รักโบว์มากที่สุดรักเหมือนน้องสาวของเราจริงๆ เวลาที่โบว์เศร้าเราก็ไม่เคยสบายใจเลย โบว์เป็นคนที่มีรอยยิ้มที่น่ารักมากๆ เราอยากให้โบว์ยิ้มบ่อยๆ มันคงจะทำให้หน้าดุๆ ของโบว์ดูสดใสขึ้นนะ ขอบคุณนะครับแม่ที่ให้ผมได้เป็นลูกชายอีกคนในครอบครัว มันมีค่ามากๆ เลยมันทำให้ผมรู้สึกว่าคนที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีแม่คอยดูแลมันดีอย่างนี้นี่เอง ขอบคุณมากๆ นะครับ

 

                และสำหรับวันนี้วันที่ผมต้องเริ่มต้นเรียนรู้กับอีกประสบการณ์ใหม่ในชีวิตมันอาจจะเป็นวันที่ผมต้องเรียนรู้จักกับการใช้ชีวิตที่มีแต่ตัวเองแล้วจริงๆ ผมคงจะใช้โชคดีของตัวเองหมดไปแล้ว โชคดีที่มีคนคอยดูแลเอาใจใส่มาตลอด มันคงเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มาชดเชยผมในการที่ผมไม่ได้รับการดูแลจากแม่จริงๆ ของผมละมั่งแต่ผมก็ไม่เคยน้อยใจกับเรื่องร้ายๆ ในชีวิตของตัวเองเลย เพราะผมคิดว่าทุกๆ ครั้งที่เราต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงหรือเรื่องร้ายๆ มันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอมันทำให้ผมได้รู้จักชีวิตในแบบที่ตัวเองยังไม่เคยรู้จักมากขึ้นแล้วมันก็ทำให้ผมมีชีวิตต่อไปสำหรับวันพรุ้งนี้ได้ และมันก็คือถนนที่เราจะต้องเดินต่อไปตราบเท่าที่ลมหายใจยังดำเนินอยู่...........................

 

 

19/03/2006

To-Sit ~

  

 

 

มองใครต่อใครที่เดินจับมือเกี่ยวกัน
mong krai dtor krai tee dern jap meu gieow gan
Watching others walk with hands held intimately together.

เห็นเค้าเหล่านั้นก็นึกอิจฉาในใจ
hen kao lao nan gor neuk it-chaa nai jai
Seeing them like this would also arouse jealousy within my heart.

ทำไมไม่เป็นไม่มีอย่างเขา คิดแล้วมันก็เศร้าใจ
tam-mai mai bpen mai mee yaang kao kit laew man gor sao jai
Why can't I be like them? Thought of it would also made me sad.

มีเพียงความเหงา ให้เดินกอดคอเท่านั้น
mee piang kwaam ngao hai dern got kor tao nan
I had only loneliness to walk and embrace with.

ที่นั่งติดกันเวลาดูหนัง คือใคร
tee nang dtit gan way-laa doo nang keu krai
The one seating next to me when I watch a movie, who's that?

จะกิน จะเดิน จะนอน ก็เหงา
ja gin ja dern ja non gor ngao
To eat, to walk, to sleep would also be lonely.

ไม่มีใครเคียงข้างกาย ไม่มีใครเลย
mai mee krai kiang kaang gaai mai mee krai loie
There's no one to be next to me; nobody at all.

จะมีใครใครรัก คนหน้าตาอย่างฉัน
ja mee krai krai rak kon naa dtaa yaang chan
Will there be someone, someone who'll love one with a face like mine?

ที่มันธรรมดาไม่เข้าตาเหมือนใครๆ
tee man tam-ma-daa mai kao dtaa meuan krai-krai
A face that's ordinary, not as attractive like others.

จะมีใครใครไหม ที่จะมองแต่หัวใจ
ja mee krai krai mai tee ja mong dtae hua jai
Will there be someone, someone that who would rather look at my heart instead?

จะมีไหมใครเข้าใจรักกัน
ja mee mai krai kao jai rak gan
Will there be someone who'll understand and love me?

จะมีกี่คนที่เค้าจะมองอย่างนั้น
ja mee gee kon tee kao ja mong yaang nan
How many person will there be, that'll look at me that way?

จะมีสักวันบ้างไหม ที่ฝันเป็นจริง
ja mee sak wan baang mai tee fan bpen jing
Will there be a day that my dream would become true?

จะมีกี่คนที่เขาจะรับ ที่ฉันเป็นได้ทุกสิ่ง
ja mee gee kon tee kao ja rap tee chan bpen daai took sing
How many person will there be that'll accept everything about me as I am?

มีเพียงความเหงา ให้เดินกอดคอเท่านั้น
mee piang kwaam ngao hai dern got kor tao nan
I had only loneliness to walk and embrace with.

ที่นั่งติดกันเวลาดูหนัง คือใคร
tee nang dtit gan way-laa doo nang keu krai
The one seating next to me when I watch a movie, who's that?

จะกิน จะเดิน จะนอน ก็เหงา
ja gin ja dern ja non gor ngao
To eat, to walk, to sleep would also be lonely.

ไม่มีใครเคียงข้างกาย ไม่มีใครเลย
mai mee krai kiang kaang gaai mai mee krai loie
There's no one to be next to me; nobody at all.

จะมีใครใครรัก คนหน้าตาอย่างฉัน
ja mee krai krai rak kon naa dtaa yaang chan
Will there be someone, someone who'll love one with a face like mine?

ที่มันธรรมดาไม่เข้าตาเหมือนใครๆ
tee man tam-ma-daa mai kao dtaa meuan krai-krai
A face that's ordinary, not as attractive like others.

จะมีใครใครไหม ที่จะมองแต่หัวใจ
ja mee krai krai mai tee ja mong dtae hua jai
Will there be someone, someone that who would rather look at my heart instead?

จะมีไหมใครเข้าใจรักกัน
ja mee mai krai kao jai rak gan
Will there be someone who'll understand and love me?

มองเห็นความสำคัญ จับมือกอดฉันด้วยความเต็มใจ
mong hen kwaam sam-kan jap meu got chan duay kwaam dtem jai
Seeing the vital issues, to hold my hand, and embrace me with willingness.

จะยอมให้ทุกทุกสิ่ง ที่ตัวฉันมี
ja yom hai took took sing tee dtua chan mee
I'll give everything that I have,

จะไม่ทำให้เค้าผิดหวังเลยสักครั้ง
ja mai tam hai kao pit wang loie sak krang
Will not let her be disappointed then, not even once.

จะมีใครใครรัก คนหน้าตาอย่างฉัน
ja mee krai krai rak kon naa dtaa yaang chan
Will there be someone, someone who'll love one with a face like mine?

ที่มันธรรมดาไม่เข้าตาเหมือนใครๆ
tee man tam-ma-daa mai kao dtaa meuan krai-krai
A face that's ordinary, not as attractive like others.

จะมีใครใครไหม ที่จะมองแต่หัวใจ
ja mee krai krai mai tee ja mong dtae hua jai
Will there be someone, someone that who would rather look at my heart instead?

จะมีไหมใครเข้าใจรักกัน
ja mee mai krai kao jai rak gan
Will there be someone who'll understand and love me?

จะมีใครใครรัก คนหน้าตาอย่างฉัน
ja mee krai krai rak kon naa dtaa yaang chan
Will there be someone, someone who'll love one with a face like mine?

ที่มันธรรมดาไม่เข้าตาเหมือนใครๆ
tee man tam-ma-daa mai kao dtaa meuan krai-krai
A face that's ordinary, not as attractive like others.

จะมีใครใครไหม ที่จะมองแต่หัวใจ
ja mee krai krai mai tee ja mong dtae hua jai
Will there be someone, someone that who would rather look at my heart instead?

จะมีไหมใครเข้าใจรักกัน
ja mee mai krai kao jai rak gan
Will there be someone who'll understand and love me?

 

 

ครั้งแรกที่ได้ยินเพลงนี้ ก็ตอนที่ได้ไปทานข้าวกับเพื่อนรักและ น้องสาวสุดที่รักอีก 2 คน นอกจากจะเป็นวันที่ได้รับบรรยากาศดีๆ แล้ว ยังค้นพบเพลงที่แต่งมาเพื่อเราอีก เฮ้อ(ขำ...ขำ)

จริงๆ ตอนที่นั่งอยู่ตรงนั้นอยากจะให้เป็นใครสักคนที่เราจะรักเค้าและเค้าก็รักเราจังมันคงจะเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่ดีมากๆ เลย ถ้าวันนึงข้างหน้าเจอใครคนนั้นจะพาเค้าไปที่นั่นอีก เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นสถานที่แห่งความทรงจำดีๆ ของเราอีกที่นึงแล้วละ เป็นวันที่ได้นั่งทานข้าวกับคนที่รักถึง 3 คน ถึงแม้ว่าตอนนี้เพื่อนๆ และน้องๆ ที่รักจะมีความสับสนในใจอยู่บ้าง แต่เราอยากให้รู้ว่าบางทีเรื่องเศร้าๆ มันก็ผ่านเข้ามาหาเราโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวเสมอ เพียงแต่อดทนรอให้เวลาพัดพามันไป แล้วอะไรๆ ก็คงจะดีขึ้นเอง เข็มแข็งไว้นะทุกคน ^^

 

 

 

12/03/2006

ความทรงจำเรื่องแม่

st patrick's day 2006

 

 

ถึงแม้เราจะไม่มีที่ดูดความทรงจำแบบดัมเบิลดอร์ แต่เราโชคดีที่ยังมีสเปซเอาไว้ถ่ายเทความทรงจำดีๆ ที่เรากลัวว่าวันนึงเราจะลืมมันไป วันนี้เลยต้องขอเอามันมาบันทึกเอาไว้ก่อน เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไรวันนี้เราอยากจะเก็บความทรงจำเรื่องแม่เอาไว้สักหน่อย สำหรับคนอื่นๆ แล้วคำๆ นี้อาจจะมีให้สำหรับคนคนเดียว คือคนที่อุ้มท้องเรามาและเป็นคนที่ทำให้เราได้ลืมตาดูโลก แต่สำหรับเราแล้วเราไม่อาจนิยามคำนี้ได้แค่นั้นเรากับรู้สึกว่ามันน่าจะมีกลไกมากกว่านั้น ด้วยเหตุนี้ละมั้งเราเลยเป็นคนที่มีแม่เยอะกว่าแฟนซะอีก ^^

 

เมื่อเราลองมองลึกไปในความทรงจำที่ลึกที่สุดของตัวเองที่เกี่ยวกับแม่ เรากับพบแต่ภาพตัวเองในตอนที่เป็นทารกมันเป็นภาพถ่ายเก่าๆ ที่มีเด็กชายตาโต แก้มยุ้ย ตัวขาวๆ ก้นหน้าหยิกคนนึงนอนอยู่บนเบาะและคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็คือคนที่เป็นแม่ของแม่เรา เธอคือยายของเรานั่นเอง ความทรงจำเกี่ยวกับคุณยายที่เราจำได้มีมากมายเหลือเกินแต่ความทรงจำเรื่องหนึ่งของเรากับคุณยายที่ทำให้เวลา 4 โมงเย็นเป็นเวลาที่เราจะต้องนึกถึงคุณยายอยู่บ่อยๆ คงจะเป็นเพราะว่า เมื่อก่อนบ้านคุณยายจะอยู่ข้างเขตบางกะปิและไม่ไกลจากคลองแสนแสบเท่าไหร่นัก ที่ๆ เราเคยไปยืนรอก๋วยเตี๋ยวเรือที่มีป้าแก่ๆ พายมาขายทุกๆ 4 โมงเย็นตอนนี้มันกลายเป็นท่าเรือไปแล้ว เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปหอมแก้มคุณยายและกอดคุณยายอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณยายจะจำเราไม่ได้แล้วก็ตาม ไม่ใช่เพราะเราไม่ค่อยได้ไปหาท่านหรอกนะแต่เป็นเพราะว่าท่านอายุจะ 100 ปี แล้ว เราไม่รู้ว่านิสัยของเราที่เป็นแบบทุกวันนี้ที่พ่อเรามักจะบอกว่าเราเหมือนแม่ เราได้มาจากคุณยายที่เลี้ยงดูเราในวัยเด็กหรือเปล่า เราคิดว่าคุณยายเหมาะแล้วกับการได้รับพระราชทานให้เป็นคุณแม่ดีเด่น เพราะเรารู้สึกว่าไม่ว่าเราจะต้องไปอยู่กับใครในตระกูลของคุณยายเราก็มักจะได้รับแต่การอบรมที่ดีถึงแม้ในตอนเด็กๆ เราจะยังไม่เข้าใจว่ามันคือวิธีสอนให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้ก็ตาม สโลแกนหนึ่งที่คุณย่ามักจะสอนเราเสมอเวลาทานข้าวก็คือ กินข้าวน้อยๆ กินกับเยอะๆ

 

ถึงแม้ว่ากว่าที่เราจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านคุณย่า ก็เป็นตอนที่เราต้องเข้า ป.1 แล้วแต่เราก็รู้สึกว่าเราอยากอยู่กับแม่มากกว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับคุณย่าค่อนข้างจะต่างกับตอนที่อยู่กับคุณยาย เนื่องจากบ้านคุณย่าเป็นเกษตรกร มีนาเยอะผมเลยต้องปรับตัวใหม่กับ สโลแกนของคุณย่า กินข้าวเยอะๆ กินกับน้อยๆ และนั่นก็คือบทเรียนแรกที่สอนให้เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความลำบาก ความเหงา และความอดทน ถึงแม้คุณย่าจะเป็นคนดุและเข้มงวดเอามากๆ แต่เราก็ยังรู้สึกได้ว่าคุณย่ารักเรามากแค่ไหน และสิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตก็คือ เราไม่ได้อยู่ข้างๆ คุณย่าในวันที่ท่านจากไป จากไปอย่างสงบชั่วนิรันดร์ ขอพระเจ้าทรงโปรดประทานความรักและความเมตตาต่อท่านและ โปรดดูแลท่านเหมือนที่ท่านได้ดูแลผมในวัยเยาว์ด้วยเถิด

 

หลังจากอยู่กับคุณย่าได้ 2 ปี ผมก็ต้องย้ายกลับมาอยู่กับคุณป้าอีกครั้งผมจำได้ว่าวันที่ผมเดินทางมาอยู่กับคุณป้านั้นผมมาพร้อมกับความรู้สึกที่ดีมาก เพราะผมฝันถึงท่านและผมก็ขอให้แม่พาผมมาเยี่ยมท่าน และมันก็คือครั้งสุดท้ายที่ผมเล่าความฝันให้แม่ผมฟัง เหตุผลก็เพราะว่าท่านเอาผมมาฝากไว้กับป้าอีก 4 ปี ในตอนนั้นผมรู้สึกโกธรแม่มากๆ แม่ไม่เคยรู้ว่าผมต้องการท่านมากแค่ไหน ตลอดชีวิตในวัยเด็กของผมผมพยายามทำแต่สิ่งดีๆ ผมมักจะได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ และคุณครูในการเป็นผู้นำหรือตัวแทนต่างๆ ตลอดชีวิตนักเรียนประถมของผม เพื่อหวังว่าจะมีสักวันที่ผมจะได้เห็นคุณแม่ยืนปรมมือให้ผมในกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้านั้น แต่มันก็เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตและไม่ใช่คุณแม่ที่ยืนอยู่ สำหรับตอนนี้ผมคงต้องรู้สึกขอบคุณที่คุณแม่ส่งผมไปอยู่กับคุณป้า เพราะผมรู้สึกว่าแม่พิมพ์ที่ทำให้ผมเป็นคนแบบทุกวันนี้และเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้การใช้ชีวิตและความคิดทัศนคติที่ดีต่อการดำเนินชีวิต ผมได้มาจากตอนที่อยู่กับคุณป้า

 

และช่วงเวลานี้เองที่เป็นช่วงเวลาที่ผมจดจำเรื่องของแม่ได้มากที่สุด มันคือช่วงเวลาที่ผมอยู่ชั้นมัธยมแต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สายเกินไปสำหรับความรู้สึกของเด็กน้อยที่ต้องการความอบอุ่นจากแม่ เพราะผมไม่สามารถเข้าไปกอดแม่อย่างที่ผมอยากจะทำในตอนเด็กได้อีกแล้วและเพราะเหตุนี้เองผมจึงดูเป็นคนแข็งๆ เวลาที่อยู่กับแม่มันเหมือนระหว่างเรามีกำแพงมากั้นกลางอยู่ตลอดเวลากำแพงที่ผมไม่สามารถจะทำลายมันได้อีกแล้ว และแล้วเวลาของผมกับแม่ผู้ทำแต่งานก็จบสิ้นลงที่ระยะทาง 8 ปี มันคือระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกันแบบห่างเหิน ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเวลาที่เราอยู่ด้วยกันเรามักจะทะเลาะกันทุกทีเลย แม่มักจะเห็นผมเป็นตัวร้ายเสมอ บางครั้งผมก็ถามกับตัวเองว่าทำไมเราต้องทำแบบนั้นด้วยนะ แต่แปลกนะเวลาที่เราอยู่กับคนอื่นทำไมมีแต่คนรักเราราวกับลูกในไส้ เอ็นดูเราต่างๆ นานา แต่ทำไมเวลาที่เราอยู่กับแม่จริงๆ ของเราเรากับเป็นลูกที่แย่เอามากๆ เลย แม่เราเป็นคนที่ทำงานหนักมาก แม่เป็นคนเก่ง และขยัน ทั้งๆ ที่เรามีเวลาอยู่กับแม่ไม่มากนัก แต่รสนิยมในการเลือกผู้หญิงของเรามักจะมองผู้หญิงที่มีนิสัยใกล้เคียงกับแม่เรา หลายครั้งที่เรารู้สึกน้อยใจกับสิ่งที่แม่ทำ แม่มักจะอ้างกับเราว่าที่แม่ทำงานมายอมเหนื่อยมาตลอดก็เพื่อเราและน้องๆ แต่แม่จ๋าแม่ลองดูซิสิ่งที่แม่เหนื่อยแม่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตตอนนี้มันไม่มีอะไรเป็นของเราเลย มันกลายเป็นของคนที่แม่เรียกมันว่าเพื่อนไปหมดแล้ว มันเอาไปอย่างไม่เคยละอายเลย แล้วแม่รู้ไหมผมไม่เคยต้องการเงินค่าขนมมากเป็นพิเศษเลย ผมไม่เคยต้องการโทรทัศน์เครื่องใหม่ทุกครั้งที่ผมไปอยู่กับ ยาย ย่า ป้า หรือ ลุง สิ่งที่ผมต้องการก็แค่แขนสองแขนของแม่ที่โอบรัดผมไว้ข้างในเท่านั้น มันเป็นอะไรง่ายๆ ที่มันจะทำให้ผมรู้ว่าแม่รักผมแค่ไหนโดยที่แม่ไม่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ 7 โมงเช้า และไม่ต้องกลับเข้าบ้านตอน 3 ทุ่มเลย

 

เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมรักผู้หญิงคนหนึ่งเธอทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง การที่ผมได้พบเธอนับว่าเป็นโชคดีที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของผม เธอเข้ามาเติมเต็มชีวิตที่ขาดหายไปทั้งหมดของผม เธอมอบความรักให้ผมอย่างที่ผมไม่เคยได้จากใคร และมากกว่านั้นผมยังได้ความรักจากคนอีก 2 คน ในครอบครัวของเธอ คือคุณแม่ของเธอ และน้องสาวของเธอ ตลอดเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ผมเหมือนกับเพิ่งได้รู้จักกับคำว่าครอบครัว ผมไม่เคยมีน้องสาว ผมก็ได้มีน้องสาว ผมไม่เคยมีแม่ที่จะมาคอยเช็ดตัวให้ผม หายา ยกข้าวมาให้ผมทานในตอนที่ผมป่วย ผมก็มี ผมได้มีแม่ที่ซักเสื้อผ้าให้ผม ในตอนที่ผมอายุ 24 29 ปี ทั้งๆ ที่ในตอนที่ผมอายุ 7 ขวบผมก็ต้องซักเสื้อผ้าเองแล้ว 5 ปีที่ผ่านมาผมอยากจะขอบคุณต่อทุกความรัก ที่แม่ บิ๊ก และโบว์ มีให้ต่อผมเสมอมา ถึงแม้วันนี้ผมจะมีแค่แม่ กับ โบว์ ที่ยังรักผมอย่างลูกชายคนหนึ่ง และพี่ชายคนหนึ่ง มันคือ 5 ปีที่ผมจะขอเก็บไว้ในความทรงจำอย่างดีตลอดไป มันคือ 5 ปีที่ผมรู้สึกอบอุ่นที่สุดในชีวิต ผมอาจจะดูแข็งกระด้างไปบ้างสำหรับคุณแม่ แต่ผมอยากให้คุณแม่รู้ว่าจริงๆ แล้วผมรักคุณแม่มากราวกับผู้ให้กำเนิดผมเลยทีเดียว เพราะผมเชื่อว่าหากพรุ่งนี้ที่ผมจะไม่ได้อยู่ในครอบครัวนี้อีกต่อไปแล้ว ผมคงจะหาความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้วในชีวิต ขอบคุณมากนะครับสำหรับทุกอย่างที่แม่ทำเพื่อผม ผมไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ผมเคยทำมาทั้งหมดให้กับแม่ บิ๊ก และโบว์ จะทดแทนได้เท่ากับสิ่งที่แม่ได้ทำให้ผมเลย ขอบคุณมากนะครับ วันนี้ผมจะขอเก็บความรักของแม่และโบว์เอาไว้ในหัวใจของผมตลอดไป ขอบคุณครับ แม่

 

 

 st patrick's day 2006