Ethan 的个人资料*★.•°•*ETh@n I3Log·._.·´...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
2007/11/10 รักไร้นิยาม
นับย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อน ตอนที่หัวใจได้สัมผัสกับความรักครั้งแรก แววตาที่สดใสของผู้หญิงที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรงทุกครั้งที่ได้พบหน้ายังคงติดตาและตรึงใจอยู่จนจวบทุกวันนี้ 1 ปีที่มองเธอ 2 ปีเห็นหน้า และ 3 ปีที่รักเธอ ไม่เคยรู้สึกเสียดายแม้แต่วินาทีเดียวที่ผ่านไป ถึงแม้สุดท้ายเราต่างต้องเดินจากกันไปตามทางของตัวเอง แต่ความทรงจำดีๆ ที่มีเธอตลอดเวลา 3 ปีนั้นยังคงส่งอุ่นไออยู่ราวกับว่าฉันยังคงยืนรอเธออยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านเมื่อวานนี้ และนี่ละมังที่เค้าเรียกว่ารักแรก ความรักที่จะตกตะกอนอยู่ในหัวใจตราบวันที่สิ้นลมหายใจ ใบหน้าคมๆ และรอยยิ้มที่สดใสนั้นจะคงอยู่ในฉันเสมอ
ความผิดหวังจากรักครั้งแรก สอนให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง มันไม่ได้ทำให้ทัศนะคติต่อความรักของเราติดลบ แต่มันกลับช่วยลบความคิดในแง่ร้ายของความรักออกไป ถึงแม้ตลอดเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา จะมีความรักผ่านเข้ามาในหัวใจอยู่หลายครั้ง แต่ในยามที่มันจากไป มันก็ไม่เคยทิ้งบาดแผลใดๆ เอาไว้เลย หากแต่เหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆ ของคนดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รวมถึงความรักที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ฟังดูเหมือนเป็นเวลาที่ยาวนานแต่สำหรับเรามันเหมือนความฝันเมื่อคืนนี้ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กับใครคนนั้นมันยังคงอุ่นอยู่ในใจเสมอ ตลอดเวลา 5 ปีที่อยู่ด้วยกัน ถึงแม้จะไม่ได้บอกรักทุกวันแต่ก็ไม่มีสักวันที่ไม่รัก จนถึงตอนนี้ความรู้สึกดีๆ ก็ยังมีให้อยู่เสมอทุกครั้งที่ได้พบเธอ เธออาจจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุด แต่รอยยิ้มของเธอทำให้ฉันมีความสุขมากที่สุด และเพราะเธอจึงทำให้ฉันได้รู้ว่าครั้งหนึ่งความรักที่มีค่ามีความหมายมากมายเพียงใด เธอทำให้ครั้งหนึ่งในชีวิตของฉันตลอดเวลา 5 ปี ได้สัมผัสกับความอบอุ่นที่ฉันโหยหามาแสนนาน และจากนี้ไปถึงแม้ฉันจะไม่มีวันได้สัมผัสความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว ฉันก็คงไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ฉันได้มีคนรักที่แสนดีเช่นเธอ
นับแต่ความรักครั้งสุดท้ายที่จบลงไปเมื่อ 2 ปีก่อนมันทำให้หัวใจของฉันเกิดภูมิต้านทานทางความรัก มันทำให้ฉันได้เรียนรู้กับความรักไร้นิยาม ความรักที่ไม่ทำให้เจ็บปวดเมื่อไม่เป็นดังหวัง ความรักที่อิ่มเอมเมื่อได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข มันทำให้เราได้นึกถึงความรักครั้งแรก ความรักที่เราไม่เคยได้คาดหวังการสนองตอบ เพียงแค่ได้เห็นหน้าเธอคนนั้น ได้อยู่ข้างๆ เธอ ได้พูดคุยกับเธอ และทำให้เธอยิ้มได้ มันก็ทำให้หัวใจของเรามีความสุขเหลือล้น เมื่อปีที่แล้วมีใครคนหนึ่งเคยบอกกับเราว่า “ความรักของเรามันบริสุทธิ์จัง” เราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะพิเศษขนาดนั้น แต่มันก็ทำให้เรามีความสุข ที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขกับคนที่เธอรัก กับคนที่เธอจะเลือกอยู่เคียงข้าง และมันก็ทำให้เราเจ็บปวดเมื่อเห็นเธอผิดหวัง เราเคยยินดีเสมอถ้าใครคนนั้นของคนที่เรารัก ต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรเรายินดีช่วยเค้าอย่างบริสุทธิ์ใจ ขอเพียงแค่สิ่งนั้นจะทำให้ผู้หญิงคนที่เรารักมีความสุข เราไม่เคยรู้สึกเสียใจที่เลือกเป็นแบบนี้ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เราทำมันก็มีค่าพอที่จะทำให้เธอคนนั้น คิดถึงเราโดยที่ไม่ผิดต่อคนรักของเธอ มันทำให้เราได้มีพื้นที่เล็กๆ ในเศษเสี้ยวของหัวใจเธอได้ยืนอยู่ ไม่ว่าในยามทุกข์หรือยามสุข ฉันก็ยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ
ตลอดเวลา 1 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา เราได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้กับใครคนหนึ่งคนที่เราไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ของเราจะไปไกลเกินกว่าที่มันเคยเป็น ถึงแม้ในหัวใจจะหวังไว้ลึกๆ ให้มันดีกว่านั้นก็ตาม เธอทำให้วันเหงาๆ ของเราสดใสเสมอ และเราก็พร้อมที่จะยืนอยู่ข้างเธอเสมอในวันที่สาหัสเหล่านั้น ความรู้สึกดีๆ ที่มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน และความรักที่มากกว่าแฟน แต่ไม่น้อยกว่าเพื่อน มันคือความรักไร้นิยามที่เรามีให้กับใครคนหนึ่ง ตลอดปีกว่าๆ ที่เราได้รู้จักกัน ดูเหมือนชีวิตเธอมันช่างเหนื่อยเหลือเกิน ฉันก็หวังเสมอที่จะช่วยเธอให้ผ่านวันเหล่านั้นไปได้ หรือหวังเสมอว่าเธอจะมีใครสักคนที่จะช่วยพาเธอให้ผ่านพ้นไปได้ จนวันนี้วันที่เธอบอกกับฉันว่าเธอได้พบกับใครคนนั้นแล้ว คนที่เธอบอกว่า “ความรักของเขามันมีพลังเหมือนอย่างที่เธอได้รับจากฉัน” ซึ่งอย่างน้อยคำๆ นั้นมันก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าเธอสัมผัสถึงคุณค่าของมันอยู่เสมอ ถ้อยคำสุดท้ายที่เธอบอกว่า “ถึงแม้เราจะไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกัน แต่ฉันก็จะอยู่ในใจเธอเสมอ ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อฉันหันกลับมาเธอจะอยู่ตรงนั้นเสมอ เธอจะอยู่ข้างฉันเสมอ” และฉันขอยืนยันต่อคำสัญญาที่มีให้เธอ จากคำขอสุดท้ายนั้นที่เธอขอให้ฉันอยู่ข้างเธอเสมอไป ฉันจะทำเช่นนั้น ฉันจะอยู่ข้างเธอเสมอไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ความรักที่ไร้นิยามนี้ จะยังมีให้เธออยู่เสมอ และฉันก็ขอดีใจกับเธอที่ได้พบกับหัวใจของตัวเองเสียที
ถึงจากนี้ฉันจะเหงา แต่ฉันก็จะไม่เศร้า เพื่อให้เธอได้รู้ว่าที่ฉันบอกว่าดีใจ ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ขอให้เจ้าหญิงและเจ้าชายของเธอจงมีความสุขมากๆ นะ คนแคระคนนี้จะยินดีกับเธอตลอดไป
เจ้าหญิงของฉัน ~ 2007/10/23 แสงสว่างหลังประตูที่ปิดตายแสงสว่างหลังประตูที่ปิดตาย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาบริษัทได้จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งที่ฟิวเจอร์เกมเมอร์ของเราจะมีวันแบบนี้ทุกปีอยู่แล้วแน่นอนว่าผลจากการตรวจร่างกายปีที่แล้วของผมมันไม่ค่อยจะสวยงามนัก และปีนี้ผมว่ามันก็คงจะเป็นเช่นดังเดิมแน่ๆ เพราะผมรู้สึกว่าตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาผมใช้ร่างกายของตัวเองอย่างไม่ทะนุถนอมเอาเสียเลย ถึงแม้จะมีคนที่คอยเป็นห่วงเป็นใยผมอยู่เสมออย่างคุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของผมซึ่งพวกเขาจะคอยเตือนผมอยู่บ่อยครั้งเวลาที่เราคุยโทรศัพท์กันหรือได้พบกัน แต่ก็นั่นแหละกรรมก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเสมอ กรรมใดที่ผมได้ก่อไว้กับรางกายของตัวเองวันนี้มันได้กลับมาสนองผมแล้ว
ประตูปิดตายบานที่ 1
วันเสาร์ที่ 29 กันยายน เวลาหกโมงเช้าม่านตาของผมเปิดโพลงขึ้นอย่างไม่เต็มใจมัก เพดานสีขาวที่ประดับด้วย ดอกไม้ 3 แฉก ที่มีก้านเป็นเหล็กและหมุนด้วยความเร็วขนาดเบอร์ 3 ให้แรงลมเฉื่อยๆ ปะทะใบหน้าพร้อมเสียงครางหึ่งๆ ของมันที่ช่วยสร้างบรรยากาศเหมือนในหนังสยองขวัญได้เป็นอย่างดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกนอนติดข้างฝาเพราะผมยังไม่พร้อมที่จะเป็นหนึ่งนักแสดงเรื่อง ไฟนอลเดสติเนชั่นไม่ว่าภาคใดก็ตาม โดยปกติแล้ววันหยุดแบบนี้เวลาตื่นนอนที่จะทำให้ผมยิ้มได้ก็คือเวลาอย่างเช้าสุดสิบโมง ซึ่งผมไม่เสียดายเลยถ้าผมจะอดดู ดราก้อนบอลแซด รอบที่ 3 หรือ โดราเอม่อนตอนที่ พันห้าร้อย แต่ที่ผมเสียดายคือเวลาที่ผมจะได้นอนอย่างสงบๆ ในวันหยุดเสียมากกว่าโดยเฉพาะสัปดาห์นี้ เพราะมันเป็นสัปดาห์ที่ผมผักผ่อนน้อยที่สุด เนื่องจากตลอดเกือบทั้งสัปดาห์ ถ้าไม่นับรวมอาการนอนหลับยากของผมแล้วยังมีวันปิดต้นฉบับที่ผมต้องนอนเกือบเช้า และตื่นในตอนเช้านิดๆ เพื่อที่จะไปดูผลงานของตัวเองว่าที่ทำไปออกมาเป็นเช่นไรบ้าง ซึ่งพวกเราเรียกมันว่า “การตรวจปรู๊พ”
ตอนนี้หลายคนเริ่มเห็นเบาะแสอะไรบางอย่างแล้วใช่ไหมครับ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เบาะแสของเหตุฆาตกรรมแต่มันเป็นเบาะแสของสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน หลังจากที่เมื่อคืนนี้ผมนอนพลิกไปพลิกมาจนเกือบตีสอง บ่ายวันนี้ผมมีนัดกับ น้อง Lafezter ที่จะต้องไปช่วยงานของเขา วันนี้ผมรู้สึกหดหู่หมดแรงและรู้สึกแย่มากๆ อย่างบอกไม่ถูก จนถึงเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ ซึ่งแน่นอนว่าจูมงเล่นไปได้ตอนหนึ่งแล้ว แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะบอกหรอกครับจริงๆ แล้วผมตะโกนด้วยเสียงอันแผ่วเบาของผมบอกน้อง Lafezter ว่า “พี่ไม่ไหวแล้วจะตายแล้ว” ผมเก็บอาการที่เหมือนคนจะเป็นไข้ไว้กว่าสี่ชั่วโมงตามมาด้วยอาการปวดหัวซีกเดียว ซึ่งครั้งนี้ผมรู้สึกแย่เอามากๆ ทันทีที่เสร็จงานผมรีบปิดเครื่อง และกลับมานอนแหมะอยู่ที่ห้องอย่างที่ไม่พร้อมจะขยับตัวไปไหนอีกแล้ว
เส้นแบ่งแห่งความตาย
เนืองจากปัจจุบันผมอาศัยอยู่ในห้องพักใกล้ๆ กับที่ทำงานเพียงลำพังจึงทำให้ในยามที่ป่วยไข้เช่นนี้คนที่จะดูแลผมได้ดีที่สุดก็คือตัวผมเอง ผมนอนซมกับพิษไข้อยู่ 3 วันรวมถึงวันนี้วันที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่ โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบวันหยุดสักเท่าไหร่ และวันที่ผมเกลียดที่สุดคือวันที่ผมต้องป่วย ส่วนวันที่ผมรักมากที่สุดคือวันที่ผมได้ทำงาน บางทีผมอาจจะเสพติดมันอยู่ก็ได้ แต่ผมไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยที่จะต้องตื่นไปนั่งบนเจ้าเก้าอี้สีแดงของผมแล้วหาข้อมูลต่างๆ เพื่อมารับใช้ผู้อ่านที่รัก
ในช่วงตอนบ่ายผมรู้สึกว่าอาการป่วยของผมดีขึ้นจนผมคิดว่าผมคงหายแล้ว ผมจึงเริ่มเคลียร์ตัวเองจากสภาพซอมบี้โดยเริ่มต้นเก็บกวาดห้อง และนำผ้าห่มที่ซับเหงื่อของผมไปซัก ผมใช้เวลาตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเกือบหนึ่งทุ่มเพื่อเคลียร์สิ่งที่ตัวเองต้องทำทั้งหมดจนเสร็จสิ้น
แต่สิ่งที่ผมไม่ปรารถณาจะให้เกิดมันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อย และหนาวขึ้นมานิดๆ จนเริ่มรู้สึกว่าอาการตัวร้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมๆ กับอาการปวดหัว และมึนหัวผมจึงเดินไปหยิบห้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ มาจุ่มน้ำ และเช็ดตัวตามข้อพับต่างๆ และที่ศีรษะ แต่มันก็ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมากสักเท่าไหร่ ผมจึงหยิบยามาทาน และล้มตัวลงนอนห่มผ้าหนาๆ เพื่อหวังว่าเหงื่อจะออกและทำให้ไข้ลดลงอีกครั้งแต่มันก็ช่วยไม่ได้มากนัก จนผมนึกขึ้นได้ว่าผมน่าจะเอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ มาวางบนศรีษะคงจะช่วยลดอาการตัวร้อนลงได้บ้างเพราะผมไม่อยากจะหยุดงานอีกแล้ว
ทันทีที่ผมลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อที่จะไปเปิดประตูห้องน้ำผมพบว่ามันล็อก และผมก็ไม่มีกุญแจที่จะไขมันเสียด้วยผมพยายามเรียนรู้กลไกของลูกบิดประตูอยู่กว่า 10 นาที และทันใดนั้นผมก็คิดว่าผมต้องหาอะไรที่แบน และเล็กมากดที่ตุ่มๆ ที่อยู่ภายในช่องแคบปริศนานั้น ผมเริ่มต้นจากขดลวดเล็กๆ ที่ใช้เก็บกุญแจรวมกัน จับมันมายืดให้ยาวแต่มันก็ดื้อเอาการ ไม่ยอมยาวและตรงอย่างที่ผมต้องการ ถึงแม้ผมจะมีสองมือแต่ผมก็ฝืนใจมันไม่ได้สุดท้ายผมต้องใช้งานมันทั้งที่มันยังงอๆ อยู่อย่างนั้น ผมเสียเวลาไปกว่า 15 นาที กับเส้นลวดดื้อๆ เส้นหนึ่ง
แต่ผมก็ยังไม่ละความพยายาม ในขณะที่ผมรู้สึกว่าอาการปวดหัวเริ่มรุนแรงขึ้นและอาการตัวร้อนก็ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้น ผมเดินหาเครื่องมือชิ้นใหม่ที่จะทำให้ผมชนะปัญหาที่อยู่ตรงหน้านี้ ผมได้ไม้จิ้มฟันอันอวบอั๋นมาสองชิ้น ผมสามารถส่งมันเข้าไปกดเจ้าปุ่มประหลาดสองปุ่มที่ผมเห็นในช่องแคบๆ นั้นได้แล้ว และสิ่งที่ผมต้องทำต่อไปคือการบิด ผมจึงเริ่มบิด ทันใดนั้นเสียงแปะ! ก็ดังขึ้นความอวบของไม้จิ้มฟันสองอันนั้นไม่ช่วยให้มันรอดพ้นจากการทำลายล้างของเจ้าช่องแคบมหาภัยนั่นได้เลย
แต่การสูญสลายของไม้จิ้มฟันก็ไม่อาจทำให้ผมละความพยายามนี้ได้ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงบัตรเก่าๆ ที่ผมไม่ใช้ที่ยังเก็บอยู่ในกระเป๋าสตางค์ ผมจึงเริ่มมองหากระเป๋าสตางค์ของผม แน่นอนว่าตอนนี้เสื้อของผมเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้วความเครียดเริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมมองไม่เห็นกระเป๋าสตางค์ของตัวเองในที่ที่มันควรอยู่ ความงุ่นง่านเริ่มครอบงำ ผมหยิบกางเกงยีนส์ตัวที่ผมเพิ่งใส่ออกไปข้างนอกมาดู กระเป๋าสตางค์ไม่อยู่ในนั้น ผมรื้อผ้าทั้งหมดออกมามองไปที่ก้นตะกร้าจนแทบทะลุแต่มันก็ไม่อยู่ในนั้น ผมเริ่มรู้สึกว่าทำไมเรื่องแย่ๆ ต้องมาเกิดพร้อมกันมากขนาดนี้ พรุ่งนี้ผมมีงานที่ต้องส่งถึง 2 ชิ้นแต่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย กับอาการไข้ที่ดูท่าจะกลับมาอีกแล้วพร้อมๆ กับประตูห้องน้ำที่เปิดไม่ได้ แถมยังทำกระเป๋าสตางค์หายอีก ทำไมเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี่ต้องมาเกิดขึ้นพร้อมกันด้วยนะ
ผมเริ่มมองโลกในแง่ดีว่าบางทีผมอาจจะทำมันตกอยู่ในห้องน้ำก็ได้ แต่ปัญหาก็คือผมจะเปิดประตูห้องน้ำได้อย่างไร ผมพยายามคิดทบทวนว่ามีความเป็นไปได้อย่างไรบ้างที่มันจะหล่นหายที่ไหน หรือจะโดนล้วงกระเป๋าบนรถเมล์ เพื่อตอบคำถามที่ไม่มีคำตอบทั้งหมดของผมพร้อมกับการค้นพบตัวเองว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเอาดีทางด้านงัดแงะจริงๆ และนี่ก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้วผมคงต้องแบกหน้าไปรบกวนแม่บ้านให้เค้าเอากุญแจมาเปิดให้ ซึ่งในที่สุดประตูห้องน้ำมหันตภัยของผมก็เปิดออกด้วยคู่แท้ของมัน แต่กระเป๋าสตางค์ของผมก็ไม่ได้หล่นอยู่ในนั้น ความเครียดกลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับความเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ทำหล่นที่ไหนแน่ๆ ก็เกิดขึ้นผมรื้อค้นทุกซอกทุกมุมในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้ใหญ่นัก เสื้อทุกตัวที่มีกระเป๋า จนในที่สุดกระเป๋าใบสุดท้ายที่ผมไม่คิดฝันว่ากระเป๋าสตางค์ของผมจะอยู่ในนั้น ที่ช่องซิปด้านหน้ากระเป๋ากล้องคู่ใจมีอะไรบางอย่างหนักๆ ตุงๆ นอนอยู่อย่างสงบราวกับว่าไม่อยากถูกใครรบกวน มันคือเจ้ากระเป๋าสตางค์ที่ผมตามหานั่นเอง ความโล่งใจแทรกตัวเข้าแทนความเครียดที่ผมมีพร้อมๆ กับความรู้สึกที่บอกกับผมว่าอาการตัวร้อนของผมได้จากไปพร้อมๆ กับเหงื่อที่ผมเสียไปเมื่อสักครู่แล้ว
ฝากไว้ให้คิด
ผมยอมรับต่อผู้อ่านตามตรงว่ามีชั่ววูบหนึ่งขณะที่ผมพยายามจะเปิดประตูห้องน้ำให้ได้ และคิดว่ากระเป๋าสตางค์ของตัวเองหาย พร้อมๆ กับอาการอาการปวดหัว และตัวร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชั่ววินาทีนั้นหัวใจของผมรู้สึกหมดหวังท้อแท้และอยากจะตายให้มันจบๆ ไป แต่ด้วยความที่ผมไม่เคยยอมแพ้ต่อปัญหาผมมักจะฝ่าฟันไปให้ได้เสมอไม่ว่าผมจะต้องพยายามมากสักเพียงใด ผมก็มักจะผ่านมาได้แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้ ผมจะยอมแพ้ได้อย่างไร และในที่สุดมันก็คุ้มค่าที่ผมได้พยายาม ตอนนี้ผมคิดว่าอาการป่วยของผมดีขึ้นแล้ว ผมสามารถเดินเข้าไปในห้องน้ำได้โดยที่มันไม่ขัดขืน และมีกระเป๋าสตางค์วางอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ ที่สำคัญผมมีบทความส่งทันวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะถ่ายทอดต่อผู้อ่านในตอนนี้ก็คือ บางครั้งชีวิตคนเรามักจะพบปัญหามากมายรุมเร้าเข้ามาพร้อมๆ กัน แต่หากเรายอมรับต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และแก้ไขด้วยสติและปัญญา เราก็จะพบว่าเบื้องหลังประตูที่ปิดตายนั้น มีแสงสว่างอันคุ้มค่าที่คู่ควรแก่การค้นหาทางเปิดมันให้ได้จริงๆ
Special Thank : ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานสติและปัญญาให้แก่ข้าพระองค์ ในช่วงเวลาอันสับสน
By Ethan B 2007/10/19 เหตุแห่งความไว้ใจเหตุแห่งความไว้ใจ
เมื่อหลายวันก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนที่ผมรักมากคนหนึ่ง เธอเป็นหญิงสาวน่าตาดีและเป็นคนมีสเน่ห์ต่อเพศตรงข้าม เราได้พูดคุยกันอยู่นานตั้งแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องจนถึงเรื่องที่เป็นเรื่อง ที่ผมจะนำมาเล่าให้น้องสาวที่รักทุกคนได้ฟังและเก็บไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจตัวเองอยู่เสมอ
กรณีศึกษา
เมื่อหลายปีก่อน L เป็นเหมือนเด็กสาวทั่วไปที่เมื่อเรียนจบจากต่างจังหวัด จึงเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ เหมือนอย่างพี่ๆ ของเธอ ด้วยความที่เธอเป็นคนมีสเน่ห์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีผู้ชายให้ความสนใจในตัวเธอ และเมื่อเวลาผ่านไปเธอจึงเริ่มมีความรักและคนรักเหมือนเช่นเด็กสาวในวัยเดียวกัน แต่ด้วยความที่ L เป็นคนมีสเน่ห์เธอจึงมีผู้ชายพยายามเข้ามาในชีวิตของเธอเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับเพื่อนใหม่โดยที่เธอไม่ได้ปรารถณา เขาเป็นชายหนุ่มที่หลงไหลในสเน่ห์ของเธอเหมือนอย่างที่ผู้ชายหลายๆ คนเป็น แต่เขาทำมากกว่าผู้ชายทั่วไปที่เมื่อถูกใจแล้วก็เดินผ่านไป เขาพยายามที่จะเข้ามาใกล้ชิดเธอด้วยการขอเป็นเพื่อนกับเธอ ด้วยความที่ L ยังคงเดียงสาต่อโลกเธอจึงรับมิตรภาพที่ดีต่อชายแปลกหน้าที่เข้ามาในชีวิตเธอ เขาพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของเธออยู่เสมอ เช่นการขอไปทานข้าวด้วย หรือติดตามเธอไปตามที่ต่างๆ ซึ่ง L เองก็เริ่มรู้เจตนาของชายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้รู้สึกกับเธอเพียงแค่เพื่อนอย่างที่บอกในตอนแรก และทันทีที่ L รู้สึกเช่นนั้น L จึงบอกกับเขาว่าเธอมีคนที่รักอยู่แล้ว ซึ่งคือแฟนของเธอ แต่ชายคนนี้ก็มิได้ลดละความพยายามในเป้าหมายที่เขามีต่อเธอเขาตอบกับเธอว่า “ไม่เป็นไร เรารับได้” จนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งเป็นวันที่เขาทำให้ L รู้สึกว่า เขาเข้ามาสู่พื้นที่ส่วนตัวในชีวิตของเธอมากเกินไป เธอจึงอยากจะหยุดความสัมพันธุ์ระหว่างเขาไว้เพียงเท่านั้น แต่เขาก็ไม่ได้ยอมรับต่อความปรารถณาของเธอเขาขอไปส่งเธอและพี่สาวที่บ้าน ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม และเมื่อทันทีที่รถจอดลงตรงหน้าบ้าน เธอทำในสิ่งที่มนุษย์สามัญทั่วไปทำ คือการเปิดประตูเพื่อที่จะลงจากรถ แต่ยังไม่ทันที่เท้าของเธอจะสัมผัสพื้น ข้อมือของเธอถูกเหนี่ยวแน่นด้วยกำมือของชายผู้นั้นพร้อมๆ กับการถูกกระชากกลับเข้ามาในรถ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเพียงชั่ววินาทียังไม่ทันที่เธอจะได้ทำอะไรต่อ รถคันนั้นก็พุ่งออกไปด้วยความเร็ว ชายคนที่เธอเคยมองว่าเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง บัดนี้เขาได้กลายร่างเป็นซาตานไปเสียแล้ว ความเลวทรามที่แอบซ้อนอยู่ในจิตใจของชายผู้ที่เธอเคยเห็นเป็นเพื่อนได้ปรากฎชัดขึ้นในค่ำคืนที่เธอคงไม่อาจลืมเลือนไปได้อีกนานแสนนาน ทันทีที่ L ตั้งสติได้ เป็นเวลาเดียวกับที่เธอพบว่า เจ้าพาหณะหุ้มเหล็กคันนี้พุ้งพร้านไปด้วยความเร็วที่พร้อมจะชนทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้แต่สัญญาณไฟสีแดงในสายตาของซาตานผู้ขับขี่ก็เปลี่ยนมันเป็นสีเขียวได้เพียงเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายที่มันตั้งไว้ L พยายามหว่านล้อมด้วยทถ้อยคำอันเป็นมิตร แต่เสียงที่มันได้ยินมิอาจทำลายกำแพงแห่งจิตใจอันเลวทรามที่มันวางแผนไว้ได้ เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เธอใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนเพื่อที่จะหาทางหลุดพ้นจากวิกฤตที่เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะพบเจอ จนเวลาล่วงไปเกือบเทียงคืน เจ้าซาตานตนนั้นได้เดินทางมาถึงประตูสรวงสวรรค์ของมัน แต่ ณ ที่นั่นสำหรับ L แล้วมันคือทางเข้าสู่ประตูนรก L รู้ดีว่าถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่างในตอนนี้ เธออาจจะต้องได้รับบาปที่เธอไม่ได้เป็นผู้ก่อติดตัวไปตลอดก็ได้ L จึงรวบรวมกำลังทั้งหมดที่เธอมีถีบไปที่ชายคนนั้น และถีบไปที่ประตู พระเจ้าอาจจะไม่ประสงค์ให้ชีวิตของเธอต้องทุกข์ทนไปกว่านั้น เธอหลุดพ้นจากเงื้อมือของซาตานชายผู้ที่เธอเคยเรียกว่าเพื่อน เธอวิ่งออกมาจากโรงแรมในสภาพที่ไม่มีรองเท้าและข้อมืออันแดงก่ำ โชคดีที่มีรถ Taxi ผ่านมา แต่เจ้าซาตานนั้นยังไม่ละต่อแผนชั่วที่มันวางไว้ มันตะโกนใส่คนขับ Taxi ว่า “เรื่องของผัวเมียอย่ามายุ่ง” L ร้องขออ้อนวอนต่อคนขับรถ Taxi ไม่ให้เชื่อต่อลิ้นอันล่อลวงของชายผู้นั้น นับว่าคนขับ Taxi ยังมีสติแห่งธรรม เขาจึงรับเธอขึ้นรถพร้อมกับส่งเธอกลับบ้านโดยปลอดภัย แต่ถึงแม้ L จะผ่านพ้นเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นมาได้แต่ภาพหลอนในคืนนั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอ
ฝากไว้ให้คิด
คอลัมน์ออนไลน์ฟอร์ยูได้รับใช้ผู้อ่านมาเป็นเวลา 2 ปีแล้วเห็นจะได้ ผมเชื่อว่าตอนนี้ผมมีผู้อ่านที่เป็นทั้ง น้องสาว น้องชาย พี่สาว หรือพี่ชาย วันนี้หากเราติดตามข่าวสารในแต่ละวันคุณจะพบว่าข่าวปัญหาความรุนแรง ที่เกิดขึ้นต่อเด็ก ต่อผู้หญิง หรือต่อคนชรา มีมากมายหลายรูปแบบเหลือเกิน แต่ปัญหาหนึ่งที่ไม่แพ้กันก็คือปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา หลายเหตุการณ์มักเกิดขึ้นจากคนที่เราไว้ใจมากที่สุด การระวังภัยในรูปแบบนี้มันยากเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ แต่ก็ดีกว่าไม่ระวังเอาเสียเลย เมื่อวันก่อนได้อ่านข่าวเรื่องการแต่งกายของนักศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งบางทีผมเองก็พบในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยๆ เวลาที่เดินทางไปข้างนอก ขออภัยที่พูดเช่นนี้แต่บางครั้งผมเห็นนักศึกษาผู้หญิงบางคนแต่งตัวแย่กว่าผู้หญิงทำงานกลางคืนเสียอีก (แย่ในด้านศิลธรรม) ผมไม่แน่ใจว่า เสื้อผ้าอันบางเบา มีช่องระบายอากาศแบบแอร์โร่ไดนามิคของพวกเธอ มันจะช่วยให้เธอซึมซับความรู้ในห้องเรียนดีขึ้นด้วยหรือเปล่า ผมคงบอกน้องสาวที่รักทุกคนไม่ได้ว่าคุณต้องป้องกันตัวเองจากเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร นอกเสียจากสิ่งหนึ่งที่ผมจะบอกคุณให้ได้ระลึกอยู่เสมอก็คือ “ผู้ชายคนหนึ่งสามารถเป็นได้ทั้งซาตานและเทพบุตร คุณไม่อาจรู้ได้ว่า เวลาใดเขาจะเป็นเทพบุตร และเวลาใดที่เขาจะกลายร่างเป็นซาตาน” เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณรู้จักและไว้ใจผู้ชายที่อยู่ใกล้ๆ คุณมากแค่ไหน แต่จงรู้ไว้เถอะว่าสิ่งที่คุณรู้มันยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะจิตใจของคนก็เหมือนกับหนังสือที่คุณไม่มีวันที่จะอ่านจบ มันสามารถเปลี่ยนแปลงตอนจบได้เสมอ ถ้าคุณอยากให้ผู้ชายให้เกียรติคุณ คุณก็จงให้เกียรติต่อตนเอง การวางตัวต่อเพศตรงข้ามเป็นเรื่องสำคัญ การสร้างขอบเขตของความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ในสมองของผู้ชายทุกประเภทไม่ว่าจะโง่สุดๆ หรือฉลาดแบบอัฉริยะ รวยล้นฟ้า หรือว่าจนติดดิน คนที่อยู่ในคราบโจร หรือคนที่อยู่ในคราบธรรม ล้วนแต่มีจินตนาการด้านลามกมากเป็นพิเศษทั้งสิ้น ถึงแม้คุณจะไม่ทอดสะพานเขาก็พร้อมที่จะปีนเข้าไปหาคุณเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากมีประสบการณ์อย่างเพื่อนของผมก็จงระวังตัวเองต่อความสัมพันธ์ต่อความไว้วางใจ กับใครสักคนให้มากเพื่อที่คุณจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของใคร เพราะคุณอาจจะไม่มีโชคพอที่จะหลุดพ้นจากมือของผู้ล่าก็เป็นได้ และสำหรับเพื่อนๆ น้องๆ ที่เป็นผู้ชายทุกคน โปรดจงระลึกไว้เถอะว่า คำว่า “สุภาพบุรุษ” มันควรค่าแก่การที่คุณจะยึดถือไว้ การสร้างความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นมันไม่ใช่ความภูมิใจที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งควรจะมีเลย
ปล. ผลจากการวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า เหตุผลของความรุนแรงทุกประเภทที่เกิดขึ้นในโลก เกิดขึ้นจากแรงจูงใจในการดูภาพยนตร์, เล่นเกม, ฟังดนตรี และ อื่นๆ ไม่ถึง 20% แต่ตัวการที่สำคัญที่สุดในการเกิดปัญหาความรุนแรงคือ ความเป็นผู้ชาย
Special Thank : เพื่อนที่ผมรักและเป็นห่วงเสมอ L
By Ethan B 2007/9/24 เดือนเกิดที่ดีที่สุด
5 กันยายน 50 ถึงแม้จะไม่ใช่วันพิเศษอะไรแต่ก็เป็นอีกหนึ่งวันดีๆ ที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นของขวัญในเดือนเกิดชิ้นแรกที่ได้รับ ต้องขอบคุณ เจ้านาย พี่บอย เอก และ บริษัท เอเชียซอฟท์ ที่เปิดโอกาสนี้ให้เราได้เดินทางไปอีกหนึ่งประเทศที่เราสงสัยใคร่รู้อยากไปมาตั้งแต่เด็กๆ อยากไปเห็นเจ้า Merlion ตัวเป็นๆ ว่ามันจะเป็นไงน้า ในที่สุดก็ได้ไปเห็นกับตาว่ามันก็ไม่ได้พิเศษอะไรเลย
ใครๆ ก็บอกกับเราว่าประเทศสิงคโปร์ไม่มีอะไรเลยทุกอย่างต้องสร้างขึ้นมาทั้งนั้น คนที่พูดแบบนี้มักพูดด้วยความรู้สึกเหมือนดูถูกพวกเค้า แต่สำหรับเรากับรู้สึกตรงกันข้าม เรารู้สึกชื่นชมในความสามารถของคนพวกนี้มากกว่า คนที่ไม่มีอะไรพร้อมแต่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง มันน่าภูมิใจออก ดีกว่าคนที่มีพร้อมทุกอย่างได้แต่ใช้สิ่งที่ตัวเองมีให้หมดไปวันๆ โดยไม่คิดที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้นมาเลย
ปีนี้ถึงแม้ชีวิตจะไม่มีอะไรพิเศษเลยจนต้องบ่นกับคนๆ นึงอยู่เสมอว่าอยากผ่านปีนี้ไปเร็วๆ จังเพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยๆ สิ่งดีๆ หลายอย่างก็เกิดขึ้นในเดือนนี้คงเป็นเดือนเกิดอีกปีหนึ่งที่มีความทรงจำดีๆ ให้เราเก็บไว้อีกนานแสนนาน ต้องขอบคุณตาบิ๊กสำหรับนาฬิกาที่สวยถูกใจเรา ในที่สุดเธอก็ได้ให้นาฬิกาสมใจเราเสียที และขอบคุณสำหรับทุกคำอวยพรที่ดีๆ และกำลังใจดีๆ เสมอจากเพื่อนๆ และน้องๆ ทุกคน รวมถึงโทรศัพท์จากแม่ที่ต้องขอบคุณแม่บิ๊กมากๆ เพราะถ้าแม่ไม่บอกแม่เราก็คงจะจำไม่ได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดเรา แต่อย่างน้อยๆ สิ่งที่แม่อวยพรก็ทำให้เรารู้สึกดีมีแรงทำงานต่อไป
ถึงแม้ปีนี้จะได้ของขวัญไม่กี่ชิ้นแต่ก็ไม่รู้สึกดีเท่ากับความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากคนรอบตัวซึ่งถือว่าเป็นของขวัญที่เราอยากได้และทำให้รู้สึกดีเสมอยามนึกถึงและขอให้สิ่งดีๆ พรดีๆ ความรู้สึกดีๆ ที่ทุกคนมีให้เราจงย้อนกลับสู่ผู้ให้เท่าทวีคูณด้วยละกันนะครับ
ถ้ามีโอกาสก็อยากไปสิงคโปร์อีกจัง ชอบเมืองที่ดูสะอาดและเป็นระเบียบแบบนี้ จริงๆ มีเรื่องอยากเล่าเกี่ยวกับสิงคโปร์เยอะมากแต่ว่าถ้ามีโอกาสไปอีกจะมาเล่าให้ฟังละกันนะ แต่ถ้าใครอยากฟังเร็วๆ ก็ออกค่าเครื่องบินที่พัก ค่าเกิน ค่าช็อป ให้เราหน่อยจะได้มาเล่าให้ฟังเร็วๆ ^^ 2007/8/5 เรื่องดีๆ ที่อยากให้ใครๆ ได้อ่าน
บทความพิเศษ : ดอกป๊อปปี๊ เรื่องเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่
"หนูซื้อดอกหนึ่งนะคะ คุณตาของหนูเป็นทหารผ่านศึกมาก่อนค่ะ"
เหนื่อยครับ ล้าสุดๆ ไปเลย
ความเมื่อยและอ่อนล้าเข้าสิงทุกส่วนของร่างกายกันเลยทีเดียว แม้จะยืนไม่นานเท่าน้องๆ ร่วมทีมซึ่งมาด้วยกัน แต่สังขารเหมือนจะฟ้องว่าร่างกายผมไม่แข็งแรงมากพอจะทนต่อการยืนท่ามกลางอากาศร้อนและผู้คนที่เดินขวักไขว่พลุกพล่านไปมา
วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พวกเรายกทีมกันไปปักหลักที่บริเวณสยามสแควร์ ตรงสะพานทางลง BTS และเซ็นเตอร์พอยด์ มีทีมงานประมาณ 5-6 ชีวิต และน้องพริตตี้ SF Girls ยืนเรียกให้ผู้คนในละแวกนั้นที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ซื้อดอกป๊อปปี้ที่พวกเราตั้งใจรับมาจากมูลนิธิทหารผ่านศึกเพื่อจำหน่ายหารายได้สมทบเพื่อพี่ๆ ทหารไทย
ไปกันตั้งแต่ช่วง 10 โมงเช้า ถึงเวลา 5 โมงเย็นโดยประมาณ ในมือมีตระกล้าบรรจุดอกไม้จำลองกลีบเด่นด้วยสีแดง เกสรทำจากผ้าสีเขียว ซึ่งดูจากภายนอกเป็นของที่ระลึกซึ่งหาค่าใดๆ ไม่ได้ เป็นดั่งของตอบแทนสำหรับผู้มีใจบุญช่วยกันอุดหนุนเพื่อนำรายได้เข้ากองทุน เพียงดอกละ 10 บาท เท่านั้น แต่เบื้องหลังคือเงินที่จะมีส่วนช่วยทหารผ่านศึกที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบจนทุพพลภาพไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งบ่อยครั้งพวกเขาเป็นเหมือนผู้ปิดทองหลังพระ ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินเกิดโดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน นอกจากรอยยิ้มและความสงบสุขของคนไทย
ตลอดทั้งวันได้มีผู้คนให้ความสนใจเข้ามาแวะเวียนพูดคุยกับพวกเรา อีกทั้งยังช่วยกันทำบุญกันมากมายจริงๆครับ ต้องขอขอบพระคุณสำหรับเงินทุกบาทที่ช่วยกันในครั้งนี้ด้วยครับ เพราะเงิน 10 บาท ที่ทุกท่านช่วยกันทำบุญอาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันเป็นปริมาณมาก จะกลายเป็นเงินที่มีส่วนช่วยเหลือเหล่าทหารผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นผู้เสียสละและกล้าหาญในการออกสู้รบ เป็นรั้วแนวหน้าของชาติ นำมาซึ่งความสงบสุข
มีหลายท่านทีเดียวครับ ที่หยิบยื่นสตางค์ให้พวกเราโดยไม่ต้องการดอกป๊อปปี้ตอบแทน ขอให้บุญกุศลได้นำพาท่านพบพานแต่ความสุข และสมหวังในทุกประการครับ พวกเราซึ้งใจมากๆ ครับ ตลอดทั้งวันพวกเราขายดอกป๊อปปี้ได้จำนวนเงินรวม 5,000 บาท! เกินคาดไปพอสมควรครับ เพราะในเบื้องต้นพวกเราคาดการณ์ว่าจะขายได้น้อยกว่านี้ สำหรับพวกเราแล้วความเหนื่อยล้านั้นหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้นับจำนวนเงินทั้งหมดซึ่งจะนำไปช่วยเหลือเพื่อการกุศลในครั้งนี้
ในบรรดาจำนวนดอกป๊อปปี้ที่พวกเราขายได้ มีอยู่ 1 ดอก ครับ ที่พิเศษกว่าดอกอื่น
พวกเรารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เมื่อมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมายืนข้างๆ พวกเรา ไม่มีสำเนียงเสียงใดเปล่งออกจากปากของเค้า มือขวาของเค้ากำต้นกล้วยที่มีใบลานสานเป็นแมลงเสียบเต็มไปหมด หน้าตาดูสะโอดสะอง อิดโรย เปรอะเปรื้อนไปด้วยคราบไคล ผมหยิกยาวฟูเต็มศีรษะ ในมือขวากำเงินเป็นแบงค์สีเขียวบ่งบอกมูลค่า 20 บาท ผมถูกสะกิดจากน้องๆ ทีมงานให้มองไปที่ชายผู้นั้น การทรงตัวของเขาเซไปมา ด้วยเพราะขาข้างหนึ่งของเค้าไม่สมประกอบต้องอาศัยไม้เท้ายันหลักให้ยืนปักหลักอยู่ได้อย่างมั่นคง มือข้างที่กำเงินยังคงโบกไปมาพร้อมชี้ตรงมาที่ดอกป๊อปปี้สีแดงซึ่งวางเรียงรายอยู่ในตะกร้า ใจหนึ่งพวกเราไม่กล้ารับเงินของเขา แต่ด้วยแววตาที่เป็นประกายสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะช่วยเหลือด้วยการซื้อดอกป๊อปปี้เพียง 1 ดอก หลังจากทอนเงินให้ ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มของเขาที่พยายามบรรจงติดดอกไม้สีแดงอย่างตั้งใจ
ความประทับใจในส่วนลึกก้นบึ้งของหัวใจเปลี่ยนให้ผมมองเห็นชายคนนี้ในมุมมองใหม่ เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่คนพิการที่หาเลี้ยงชีพด้วยการจำหน่ายใบลานสานเพียงตัวละ 20 บาท อีกทั้งเป็นใบ้พูดไม่ได้ ขาเสียไปหนึ่งข้าง ผมเห็นความยิ่งใหญ่ของน้ำใจ มองผ่านเข้าไปเห็นตัวตนที่แท้จริงของบุคคลที่ควรได้รับการยกย่องและชื่นชมจากใจจริงจากการแสดงออกที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นแม้ตนเองจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม "คุณค่า" ที่ชายผู้นี้ซ่อนมันไว้ภายในรูปลักษณ์ด้านนอกส่องประกายออกมาจากใจของพวกเราทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
พวกเรายืนมองเค้าเดินกระเผลกจากไปได้ไม่นานนัก ก็ต้องประหลาดใจมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว กับการกระทำของชายคนเดิม เขาเดินไปหาหญิงชราอีกคนที่เดินร้องเพลงหาเลี้ยงชีพด้วยแววตาที่เกือบบอดสนิท จากนั้นบรรจงหยิบเงินที่เขาหามาได้อย่างยากลำบากจากการขายใบลานสานลงในกล่องของหญิงชราผู้นั้น เสียงเหรียญกระทบกับกล่องโลหะ อาจไม่ดังพอกับเสียงรถยนต์ในระแวกนั้น แต่มันดังก้องเข้ามาที่หูของพวกเรา ความช่วยเหลือเพื่อเพื่อนร่วมโลกได้เดินทางมาถึงจากน้ำมือของคนธรรมดาคนหนึ่ง ความยากลำบากสอนให้ทั้งเขาและพวกเราได้รู้ซึ้งถึงการ “มองเห็น” ซึ่งกันและกันในสังคม ให้พวกเราได้เรียนรู้ว่าอีกด้านหนึ่งของความโหดร้ายจากทุกสิ่งทุกอย่าง มีด้านสว่างที่ส่องมาถึงเสมอ
เขาอยู่ในสถานะที่ยากลำบากทั้งความเป็นอยู่และกายใจ พวกเราที่ยืนอยู่และเดินผ่านไปเป็นปุถุชนที่สมประกอบ ซึ่งบ่อยครั้งละเลยที่จะหยิบยืนความช่วยเหลือให้แก่คนที่ด้อยโอกาสกว่า และคิดว่าเป็นวิบากกรรมที่พวกเขาได้ก่อร่างสร้างไว้แต่ชาติปางก่อน ใครที่อยู่ในสถานะที่ช่วยเหลือได้ หากไม่เป็นภาระจนเกินไป เงินเพียง 10-20 บาท สร้างโอกาส เพิ่มอนาคตให้กับคนที่ยังต้องการความช่วยเหลือเหล่านี้อยู่
ดอกป๊อปปี้ในวันนี้สร้างเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ให้กับพวกเรา ความช่วยเหลือนั้นไม่ได้มาจากเพียงกำลังเงินที่มีเหลือเฟือและใจที่เอื้อเฟื้ออยากเผื่อแผ่ แต่มากจากโอกาสที่เราเป็นผู้สร้างให้กับตัวเราเอง เรื่องเล็กน้อยนี้ดูยิ่งใหญ่ในใจของพวกเราเป็นอย่างมาก
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมนอนหลับอย่างมีความสุขครับ หัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก ลืมแม้กระทั่งความเหนื่อยที่ร่างกายมันชอบฟ้องว่าไม่ไหวอยู่บ่อยครั้ง แต่วันนี้หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้เห็นคนที่ลำบากกว่าแสดงถึงพลังน้ำใจที่น่ายกย่องเช่นนี้ ที่โต๊ะทำงานของผมก็พลอยประดับไปด้วยใบสานเป็นรูปตั๊กแตนต้องลมไหวไปมา ยามผมท้อใจเรื่องใด หันไปมองเจ้าแมลงที่สร้างจากธรรมชาติตัวนี้ ก็เหมือนมีแรงได้ลุกขึ้นสู้ต่อไป
เรื่องเล็กน้อยในวันนี้ "ยิ่งใหญ่" เสียเหลือเกินครับ
"ขอให้ผลบุญช่วยให้คุณตาของน้องมีความสุขมากๆ นะครับ"
"คุณตาของหนู เสียไปนานแล้วค่ะ แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ซื้อดอกป๊อปปี้ เหมือนทำให้หนูได้ระลึกนึกถึงคุณตาของหนู และได้ช่วยเหลือทหารผ่านศึกค่ะ"
27 มกราคม 2550 ตี๋ Flash Bang
2007/7/19 ปัดฝุ่น ~ไหนๆ วันนี้ก็ครบรอบ 1 ปีพอดีที่ไม่ได้อัพสเปซของตัวเองเลย 1 ปี ที่ผ่านไปนับจากวันที่อัพสเปซไปครั้งสุดท้าย มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ทั้งเรื่องดีๆ ที่อยากจะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป และเรื่องไม่ดีที่ต้องจำเพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง ทำไงได้ละเราก็มนุษย์คนนึงนี่นา คงยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เราต้องเรียนรู้ต่อไป
1 ปีที่ผ่านมาทำอะไรเจออะไรมาบ้างนะเหรอ?
คงต้องขอเริ่มที่เรื่องใหญ่ก่อน ช่วงวันที่ 15 – 17 มีนาคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยือนถิ่นกิมจิมา ก็เป็นประสบการณ์ดีๆ อีกครั้งในชีวิตที่เคยคิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นสักครั้งก่อนตายซิน่า แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นในปีนี้ ช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่นก็สนุกดีได้ความทรงจำดีๆ มาหลายเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะการที่ได้เห็นอารยธรรมของคนต่างชาติ ต่างภาษา ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในชีวิต ซึ่งมันคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก เจ้านาย และ บริษัท ทรูดิจิตอล เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่เผื่อเฟื้อ 1 ที่นั่งบนเครื่องบินให้เราได้ไปไกลจากบ้านตั้งหลายพันกิโล ถ้าหากจะถามว่าความทรงจำที่เกาหลีที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้มีอะไรบ้าง ก็คงต้องบอกว่า คงเป็น บ้านเมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อย สังคมที่มีวินัย อาหารที่รสชาติเหมือนจะดีแต่ก็สู้อาหารไทยไม่ได้หรอก และสาวๆ เห็นแล้วอยากไปเกิดที่เกาหลีจัง http://www.online-station.net/news/view.php?id=8432 (บทความที่เขียนหลังจากกลับจากเกาหลี) http://www.online-station.net/news/view.php?id=9300 (บทความที่เขียนหลังจากกลับจากเกาหลี) (ที่เสียดายที่สุดตอนไปเกาหลีคือ เอาไปทั้งกล้องถ่าย VDO และกล้องถ่ายรูปแต่ไม่ได้ถ่ายตัวเองเลย) ปีนี้เป็นปีที่เรียกได้ว่าบริษัทเราน่าจะ HOT ขึ้นเรื่อยๆ เพราะมี Event ให้เราต้องไปออกงานเกือบทุกอาทิตย์ นี่ก็ผ่านมาครึ่งปีแล้วยังมีได้ทุกเดือนซิน่า ไม่ได้บ่นนะแต่ก็สนุกดี คงมีโอกาสทำเรื่องแบบนี้ได้ไม่ตลอดชีวิตหรอกวันนึงถ้าไม่มีเรื่องแบบนี้ให้ทำอาจจะมานั่งคิดถึงทีหลังก็ได้ แต่มีงานนึงที่ไปแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็คืองาน RTC ที่เชิญให้ไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวด Cosplay แต่ตอนที่เชิญขึ้นเวทีให้ไปจับรางวัล ดันประกาศว่าเราเป็นผู้บริหาร ทั้งๆ ที่เจ้านายเราก็ยืนอยู่ข้างล่าง พิธีกรมันเฟอะฟะจริงๆ แต่ที่เซ็งที่สุดก็คือ มันคิดว่าเราแก่ขนาดเป็นผู้บริหารได้แล้วเหรอเนี่ยแย่จริงๆ
ปลายปีที่แล้วได้จอ LCD 17 นิ้วมาจากงานเปิดตัวเกม GE ปีนี้ไม่วายได้รางวัลใหญ่ขึ้นมาอีกชิ้นมันเป็นเครื่องเล่นเกมชื่อเครื่อง Wii มันเป็นเครื่องเกมที่เจ๋งสุดๆ ราคาหมื่นกว่าบาท อันนี้ บริษัท ทรูดิจิตอล เค้าใจดีให้มา บริษัทนี้นี่น่ารักที่สุดเลย นอกจากเราจะดูแลเกมของค่ายเค้าแล้ว เค้ายังพาเราไปเกาหลี และแจกเครื่อง Wii ให้อีก (จริงๆ เค้าอยากให้คนอื่นมากกว่าแต่เราดันสาระแน หยอดบัตรไปชิงโชคด้วยซะงั้น เลยได้มาอย่างถูกแอบหมั่นไส้จากคนรอบตัว) คิดดูซิเขียนหนังสือมา 2 ปี ยังมีคนทักน้อยกว่า ขึ้นไปรับเครื่อง Wii ครั้งเดียว เดินไปไหนก็มีแต่คนทักคนไม่ได้เล่นเกมมันยังทักเลย “ว่าพี่เป็นไงเครื่อง Wii สนุกไหมครับ” http://www.online-station.net/news/view.php?id=9185 (บทความเกี่ยวกับเครื่อง Wii ที่เขียนไว้) ปีนี้มีความรักอีกแล้ว แต่ว่าน่าจะเป็นรักข้างเดียวเสียมากกว่า แต่ก็มีความสุขที่ได้รักนะ ได้เห็นเค้ายิ้ม เห็นเค้ามีความสุข ได้ทำอะไรเพื่อเค้าให้เค้าได้รู้สึกดี แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บางทีการได้รักใครสักคนโดยไม่คาดหวังมันก็ดีนะ มันไม่เจ็บปวด ไม่ทำให้เราต้องเสียใจ ถึงแม้จะทำให้เหงาบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ทุกข์ และถึงแม้ว่าในใจลึกๆ ยังอยากจะเป็นคนที่ถูกรักบ้างก็ตามแต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วมั้ง อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่าหัวใจยังไม่ตายด้าน ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงตรงไหน แต่วันนี้ก็ขอรักเค้าและทำอะไรดีๆ เพื่อเธอคนนั้นอย่างนี้ละกัน
เที่ยงคืนแล้วยังปิดต้นฉบับไม่เสร็จเลยง่วงนอนจังไว้ว่างๆ คงต้องทยอยเอาความทรงจำมาเก็บไว้อีก ไม่งั้นคงลืมช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตไปอีกเยอะเลย ต้องขอบคุณ แรงบันดาลใจ อย่างคุณน้องไอ ที่มากระตุ้นต่อมอยากเขียนอะไรให้กับเราเข้ามาปัดฝุ่นในสเปซของตัวเอง และเพื่อนๆ ทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เราเขียนผลงานดีๆ ในหนังสือเสมอมา ขอบคุณครับ 2006/7/18 เก็บความทรงจำใส่กล่อง
2006/4/11 ช่วงเวลาแห่งความทรงจำ
2006/3/19 To-Sit ~
2006/3/12 ความทรงจำเรื่องแม่
2006/2/25 เพื่อน
2006/2/10 หลับให้สบายเถอะนะเจ้าหญิง
2006/2/4 First Love ‧ °❤.•°•*
2006/1/21 จะผ่านวันนี้ไปได้อย่างไร
2006/1/20 เหนื่อยกับงานมันไม่เท่าไหร่ เหนื่อยใจพักเท่าไหร่ก็ไม่หาย
2006/1/15 วันที่มีแค่เรา
2006/1/1 Happy New Year
2005/12/31 AFK Day วันที่ฉันต้องห่างจากคีย์บอร์ด
2005/12/24 Gladiolus
2005/11/5 Love Story
|
|
|